วิธีการทำเยลลี่ผลไม้

Posted By on September 27, 2012

วิธีการทำเยลลี่ผลไม้

 

ส่วนผสม
ผงวุ้น
เยลลี่ผง (เจลาติน)
น้ำ
น้ำตาลทราย
ผลไม้ชนิดต่างๆ
สีผสมอาหาร


1 ช้อนโต๊ะ
1/2 ช้อนโต๊ะ
500 กรัม
300 กรัม

วิธีทำ

1. ละลายผงวุ้นและเยลลี่ผง (เจลาติน) กับน้ำคนให้เข้ากัน นำไปตั้งไฟปานกลาง คนตลอดเวลาพอเดือด
2. ผลไม้หั่นเป็นชิ้นตามต้องการ จัดใส่พิมพ์
3. แบ่งวุ้นที่ผสมแล้ว (ข้อ 1) ใส่สีตามชอบตักวุ้นใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ พักให้เย็น
4. แคะจากพิมพ์เข้าตู้เย็น แช่ให้เย็นก่อนนำเสิร์ฟ หมายเหตุ ถ้าต้องการให้มีกลิ่นหอมให้ต้มน้ำกับผลไม้ก่อนหรืออาจใช้เป็นน้ำสมุนไพรไทยๆ ก็ได้ เช่น น้ำมะตูม น้ำขิง น้ำใบเตย หรือใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีม่วงจากดอกอัญชัน สีส้มจากน้ำแครอท สีเขียวจากใบเตย หรือชาเขียว
เยลลีส้ม

ส่วนผสม
ส้ม 6-8 ลูก คั้นน้ำส้ม ให้ได้
น้ำเชื่อม
เหล้าบ๊วย ญี่ปุ่น
ผงเยลลาติน
500 ซีซี
30 ซีซี
30 ซีซี
30 ซีซี

วิธีทำ
นำน้ำส้ม ผสม น้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน ตั้งบนเตาไฟปานกลาง ค่อยโรงผงเยลลาตินคนไปเรื่อยๆ คนจนเข้ากันดี ตามด้วยเหล้าบ๊วยญี่ปุ่น ปิด เตา รอให้เย็น เทใส่แก้วใสๆ หรือถ้วยแก้ว จากนั้นนำเข้าตู้เย็น โรยหน้าด้วยเปลือกส้ม เสริฟ

เยลลี่มะม่วง

ส่วนผสม
ผงเยลลี่
มะม่วงสุกหั่นเป็นชิ้นเล็ก
แตงโมหั่นสี่หลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็ก
แคนตาลูปสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็ก
มะละกอสุกสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็ก
น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

1/2 ซอง
4 ชิ้น
4 ชิ้น
14 ชิ้น
4 ชิ้น
1 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1.ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่เยลลี่ลงไป เทใส่แม่พิมพ์เก๋ ๆ ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วแกะออกจากแม่พิมพ์ใส่ถ้วยใบโปรด
2.วางผลไม้ที่หั่นเตรียมไว้แล้วบนเยลลี่

เยลลี่ทับทิม+สตอเบอร์รี

ส่วนผสม
เยลลี่สำเร็จรูปรสสตรอว์เบอร์รี
เจลาตินแผ่น
วุ้นผง
น้ำเปล่า
ทับทิมแกะเมล็ด
สตรอว์เบอร์รีสด
1 กล่อง
1 แผ่น
1/2 ช้อนชา
2 ถ้วยตวง
1/4 ถ้วยตวง

วิธีทำ
1. ผสมเยลลี่สำเร็จรูป เจลาติน วุ้นผงเข้าด้วยกัน ใส่น้ำเปล่าลงในส่วนผสมคนให้พอละลาย นำไปตั้งไฟ
2. เคี่ยวเยลลี่ให้ละลาย ยกลงพักไว้ให้เยลลี่พออุ่นๆ เทใส่ลงถ้วยแก้วหรือภาชนะอื่นๆ ที่ใส่เมล็ดทับทิมไว้ นำไปใส่ในตู้เย็นพักไว้ให้แข็งตัว
3. นำสตรอว์เบอร์รีหั่นชิ้นวางบนเยลลี่ หรือจะเลือกใช้ผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ตามชอบ

อันนี้สูตรระดับเซียนเรนโบว์เยลลี่ (สำหรับ 4 ที่)

ส่วนผสม
น้ำเชื่อมกลิ่นผลไม้ (สีแดง เหลืองและเขียว) ชนิดละ 100 มิลลิลิตร
เจลาติน 3 แผ่น
เจลลี่แบร์ 1 ห่อ
เวลาในการเตรียม : 10 นาที
เวลาในการปรุง : 3 นาที โดยประมาณ
สำหรับเยลลี่ : แช่แผ่นเจลาตินในน้ำเย็นจนนิ่ม เทน้ำเชื่อมสีแดงใส่ในกระทะปรุงรส ใช้ไฟอ่อน เติมแผ่นเจลาตินที่แช่น้ำเตรียมไว้ คนจนแผ่นเจลาตินละลายหมด ยกลง แบ่งใส่แก้ว 4 ใบ นำเข้าตู้เย็นให้เจลาตินแข็งตัว พอเจลาตินชั้นแรกเริ่มแข็งตัว นำน้ำเชื่อมสีเหลืองมาอุ่น เติมแผ่นเจลาติน ทิ้งให้ละลายหมด ยกลง ทิ้งให้อุ่น ก่อนเททับลงบนเยลลี่สีแดงที่แช่เย็นไว้ก่อนหน้า นำเข้าตู้เย็นให้เจลาตินแข็งตัวอีกรอบ ทำซ้ำเช่นเดิมกับน้ำเชื่อมสีเขียวที่เหลือ จากนั้นทิ้งให้แข็งตัวอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนยกเสิร์ฟ ในการเสิร์ฟ : ตกแต่งแก้วเยลลี่ด้วยเจลลี่แบร์ ยกเสิร์ฟขณะเย็นจัด สามารถปรับเปลี่ยนน้ำเชื่อมให้เป็นกลิ่นและสีอื่นๆ ได้ตามใจชอบ

เฉาก๊วยมีวิธีการทำอย่างไร

Posted By on September 23, 2012

เฉาก๊วยมีวิธีการทำอย่างไร

เฉาก๊วย เป็นอาหารหวานชนิดหนึ่ง ซึ่งแพร่หลายในประเทศจีน จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นทั้งในอาหารหวาน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สำหรับในประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นอาหารหวานระดับพื้นบ้าน เนื่องจากมีการจำหน่ายทั่วไปในชุมชนเมืองทั่วประเทศกรรมวิธี
Green grass jellyChao kuai sold on the Sunday Walking Street market in Chiang Mai, Thailandเฉาก๊วย เป็นผลผลิตต่อเนื่องจากการแปรรูปต้นเฉาก๊วย ซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Lamiaceae (วงศ์มิ้นท์) วงศ์เดียวกับ สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก และ ยี่หร่า
วิธีทำเฉาก๊วยอย่างง่ายๆ คือ นำต้นเฉาก๊วยแห้งมาต้ม จนยางไม้และแพคตินละลายออกมาได้น้ำสีน้ำตาลดำ เรียกว่า ชาเฉาก๊วย จากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมกับแป้งพืช เพื่อให้เฉาก๊วยคงตัวเป็นเจลลี่ ซึ่งส่วนประกอบนั้น แต่ละเจ้าจะมีสูตรของตนเอง
วิธีที่เป็นต้นตำรับโบราณนั้น นิยมผสมกับแป้งท้าวยายม่อม และแป้งมันสำปะหลัง อัตราส่วนตามความเหมาะสม โดยแป้งมันจะทำให้เนื้อเฉาก๊วยนิ่ม (ใส่มากจะเหลว) ส่วนแป้งท้าวยายม่อมจะให้เนื้อเฉาก๊วยคงรูปได้นาน อาจปรับปรุงโดยใส่แป้งข้าวเจ้าเพื่อให้แข็งตัวขึ้น หรือเพิ่มแป้งข้าวเหนียวให้มีความหนุบหนับ หรือใส่ส่วนผสมอื่นๆ ก็ได้ ปัจจุบัน มีผู้ค้าบางรายใส่สีผสมอาหารให้สีดำเข้มบ้าง ใส่วุ้น-เจลาติน เพื่อประหยัดต้นทุนก็มี
การรับประทานเฉาก๊วยแต่เดิมชาวจีนจะกินกับน้ำตาลทรายแดง โดยเอามาคลุกกับน้ำตาลให้เข้ากัน คนไทยนำมาดัดแปลงโดยหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ในน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง กินกับข้าวโพด ลูกชิด หรือลูกตาลเชื่อมก็ได้
สรรพคุณ
เช่นเดียวกับพืชอื่นๆในวงศ์มิ้นท์ เฉาก๊วยมีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ แต่เนื่องจากมีระดับของน้ำมันหอมระเหย และสารออกฤทธิ์ ในระดับที่ต่ำกว่าตระกูลกระเพราเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้เฉาก๊วยไม่มีฤทธิ์ขับลม หรือบรรเทาปวด เหมือนดังที่มีในพืชตระกูลกระเพรา-โหระพา

วิธีการทำขนมโมจิเเละความเป็นมา

Posted By on September 23, 2012

วิธีการทำขนมโมจิเเละความเป็นมา

ซักวันนึงจะต้องกินขนมโมจิเเท้จากญี่ปุ่นให้ได้เลยเคยกินเเต่ของฝากต่างจังหวัดบ้านเราเป็นต้น
โมจิสามารถนำมาดัดแปลงเป็นขนมหรืออาหารได้หลากหลายเชียวนะ มาดูกันซิว่ามีอะไรบ้าง พูดถึงโมจิที่นิยมทานในช่วงปีใหม่ก่อนดีกว่าก็มี  Kagami mochi  หรือ Kagami biraki  เป็นโมจิที่ถูกตบแต่งแบบโบราณเอาไว้ใช้ในงานพิธีกรรมทางศาสนาและเทศกาลต่างๆ  จ้า  ต่อมาก็ Kinako mochi โมจิแห่งความโชคดี มีวิธีทำแบบดั้งเดิมก็คือ นำโมจิไปย่างกับไฟอ่อนๆ ก่อนและชุบด้วยซอสถั่วเหลืองที่ผสมน้ำกับน้ำตาลเอาไว้ สุดท้ายก็เอาไปคลุกกับผงถั่วเหลืองหวานเรียกว่า Kinako  ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะ ต่อมาก็ซุป Zoni ก็คือซุปที่คนญี่ปุ่นจะทานตอนวันปีใหม่ เป็นซุปที่มีโมจิ มีผักและคามาโบะโกะ อยู่ในถ้วยเดียวกัน สมัยก่อนเป็นอาหารหลักของของนักรบซามูไรที่ทำทานในช่วงการออกศึกจ้า

ต่อมาก็ของโปรดใครหลายๆ คน  Daifukumochi  ขนมญี่ปุ่นยัดไส้หวาน มีหลากสีสันสวยงาม  โรยด้วยไอซ์ซิ่ง หรือ ผงโกโก้ สมัยก่อนถูกเรียกว่า  Harabuto  (腹太餅) แปลว่า เค้กข้าวท้องหนา ต่อมาก็ได้เปลี่ยนมาเป็น  DaifukuMochi  (大腹饼) คือมีโชคยิ่งใหญ่ เพราะว่าในภาษาญี่ปุ่นนั้นคำว่า Fuku (腹) ที่แปลว่า ท้อง และ Fuku (福) อีกคำที่แปลว่าโชคดี พ้องเสียงเหมือนกันเลยให้ใช้ชื่อ ไดฟุกุโมจิ ดีว่าเพราะเป็นชื่อมงคลมากกว่านั่นเอง แล้วมี ไดฟุกุโมจิ  แบบไหนบ้างมาดูกันต่อเลย

แบบแรกก็คือ Yomogi Daifuku เป็นขนมโมจิที่นิยมทานกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทำมาจากโมจิผสมกับใบของต้น Yomogi จะได้แป้งออกมาเป็นสีเขียวและสอดไส้ถั่วแดงลงไปอีก  แบบต่อมา Ichigo Daifuku เป็นไดฟุกุที่ได้รับความนิยมสูงมากเลยนะ เพราะเป็นโมจิที่สอดไส้ครีมหรือถัวแดงเอาไว้ในชั้นแรกและชั้นในสุดคือสตรอเบอร์รี่ผลโต รสชาติจะอมหวานอมเปรี้ยวหอมอร่อยเชียวนะ แล้วก็  Yukimi Daifuku เป็นขนมโมจิสอดไส้ไอศครีมผลิตโดย Lotte ตั้งแต่ปี 1980 เป็นที่นิยมมากเพราะรสชาตินุ่มนวล และหาทานได้ง่ายอีกด้วย

ต่อมาก็ Dango โมจิลูกกลมๆ เล็กๆ ที่เสียบไม้เรียงกันอย่างสวยงาม จริงๆ Dango (団子) แปลว่า เกี๊ยว นะ สรุปว่าเป็นเกี๊ยวญี่ปุ่นก็แล้วกันนะ ขนมดังโกะหาซื้อทานได้ตลอดทั้งปี  และ ดังโกะที่มีสามสี สีชาว สีชมพู สีเชียว เรียกว่า  Hanami Dango นิยมทานกันในช่วงชมดอกซากุระบานจ้า  ดังโกะมีหลากหลายรสชาติมาก มีทั้งถั่วแดง ชาเขียว เกาลัด มันหวาน ถั่วต้มหวาน ราดซอสถั่วเหลืองก็มี และยังมีแบบนำเต้าหู้มาผสมโมจิแล้วย่างต่อด้วยราดซอสต่างๆอีกต่างหาก น่าอร่อยๆทั้งนั้นเลยอ่ะ

ในหน้าร้อนจะนิยมทาน  Warabimochi  ก็ไม่ได้ทำมากโมจิซะทีเดียวหรอกนะ เป็นวุ้นที่คลุกกับผงถั่วเหลืองหวาน  ในแถบคันไซและโอกินาว่าจะนิยมทานกันมาก มีรถวิ่งมาขายเหมือนรถไอศครีมเลยนะ ในหน้าหนาวก็มีซุป  Oshiruko หรือ Ozenzai  ก็คือถั่ว Azuki หรือถั่วแดงต้มและบด ท้อปปิ้งด้วยโมจิ คนญี่ปุ่นเค้าจะทานสิ่งนี้เพื่อให้ร่างกายได้อบอุ่นและบางทีก็มี บ๊วยเค็มหรือของเปรี้ยวเสิร์ฟเคียงมาด้วย และในบางพื้นที่ยังทานซุปชิรุโกะในวันขึ้นปีใหม่อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี Sakuramochi ขนมโมจิญี่ปุ่นทำด้วยโมจิสีชมพูของดอกซากุระ โปะด้วยถั่วแดงและปิดด้วยใบไม้ของต้นซากุระและ Hishi mochi โมจิที่ใช้ในเทศกาลเด็กผู้หญิงฮินะมัทสึริ คือโมจิที่มีก้อนสี่เหลี่ยมสามสี สีชมพู สีขาว และสีเขียว  ต่อมาก็ Hanabiramochi  ขนมหวานเสิร์ฟตอนทานกับชาในครั้งแรกของปีใหม่ เริ่มทานกันในปี 1868 จนถึงปัจจุบัน  เป็นขนมในโอกาสพิเศษสำหรับครอบครัวในวันปีใหม่เท่านั้น แล้วก็ Manju  ก็เป็นส่วนหนึ่งของโมจิด้วยเหมือนกันนะ  เดิมที่จีนเรียกว่า มันโถว  ญี่ปุ่นนำเข้ามาในสมัยนารา และเริ่มเรียกว่า มันจู ตั้งแต่นั้นมา มันจูเป็นขนมญี่ปุ่นที่มีหลากหลายไส้มาก มีทั้งไส้ถั่วแดง ฟักทอง ชาเขียว เป็นต้น

ขนมปังมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน

Posted By on September 23, 2012

ขนมปังมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน

ขนมปัง เป็นอาหารที่ทำจากแป้งสาลีที่ผสมกับน้ำและยีส หรือ ผงฟู นอกจากนี้ยังมีการใช้ส่วนผสมอื่นๆเพื่อแต่งสี รสชาติและกลิ่น แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของขนมปัง และ แต่ละประเทศที่ทำ
โดยนำส่วนผสมมาตีให้เข้ากันและนำไปอบ
ขนมปังมีหลายประเภท เช่น ขนมปังฝรั่งเศส ขนมปังแซนด์วิช ขนมปังหวาน ขนมปังไรน์ หรือแม้กระทั่ง เพรทเซล (Pretzel) ของขึ้นชื่อประเทศเยอรมนี เป็นต้น
ขนมปังนั้นสามารถทานได้เลย แต่โดยปกติจะทานกับเนย เนยถั่ว แยม เยลลี่ แยมส้ม น้ำผึ้ง หรือทำเป็นแซนด์วิช ขนมปังนั้นสามารถนำไปอบหรือปิ้งได้ และจะเสิร์ฟร้อนหรือเย็นก็ได้
ส่วนผสมที่สำคัญ
ส่วนผสมที่สำคัญของขนมปังมีดังนี้
ข้าวสาลี ขนมปังเกิดจากโปรตีนของแป้งสาลีที่มีชื่อว่า กลูเตน โปรตีนชนิดนี้มีอยู่สูงในข้าวสาลี ในขณะที่ข้าวจ้าวที่คนไทยรับประทานในทุกวันมีกลูเตนอยู่น้อยมาก นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม ข้าวเจ้าจึงไม่สามารถนำมาทำขนมปังได้
ยีสต์
ยีสต์จะถูกเติมลงไปในขนมปังเพื่อให้ขนมปังพองฟู เพราะยีสต์จะกินน้ำตาลที่อยู่ในแป้งและผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ทำให้ขนมปังมีรูปร่างเป็นก้อน ยีสต์ที่ใช้ในการทำขนมปังมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบสด และ แบบผงเป็นต้น การใช้ยีสต์ที่ถูกต้องจะต้องทำการปลุกยีสต์เสียก่อน โดยการละลายน้ำในอุณหภูมิประมาณ 38 องซาเซลเซียส การใช้ยีสต์จึงทำได้ยากกว่า แต่ให้ผลดีที่จะให้เนื้อขนมปังและรสชาติดีกว่าการใช้ผงฟู ยีสต์ที่ใช้โดยทั่วไป คือ Saccharomyces cerevisiae
ผงฟู
ผงพูคือ โซเดียมไบคาร์บอร์เนต ถูกใช้ในการทำขนมปังเพื่อแทนการใช้ยีสต์ เพราะเมื่อผงฟูผสมกับน้ำก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่นเดียวกับที่ยีสต์ทำ แต่จะมีผลข้างเคียงคือ หากใส่มากเกิดไปจะทำให้มีรสชาติเฝื่อนขม และ การฟูของขนมปังก็จะหยาบกว่าการใช้ยีสต์ แต่ข้อดีคือ ใช้ได้ง่ายกว่า และก็เก็บรักษาได้นานกว่ากัน ผงฟูมีด้วยกันสองสูตรคือ สูตรหนึ่ง คือ ผงฟูที่จะปล่อยก๊าซออกมาครั้งเดียวทั้งหมดตอนที่เราผสมเข้ากับเนื้อขนมปัง สูตรสอง คือ ผงฟูที่จะปล่อยก๊าซออกมาสองครั้ง คือ ตอนที่ผสมกับเนื้อขนมปัง และ อีกครั้งตอนที่โดนความร้อนในเตาอบ
ขนมปังนั้นควรที่จะเก็บไว้ในกล่องเก็บขนมปังเพื่อรักษาความสดใหม่. จริง ๆ แล้ว ขนมปังนั้นสามารถขึ้นราได้ง่ายในอุณหภูมิเย็น

ทองหยิบทองหยอดวิธีการทำเเละที่มา

Posted By on September 23, 2012

ทองหยิบทองหยอดวิธีการทำเเละที่มา

ทองหยิบทองหยอดของเรามีการทำที่ได้เเนวคิดจากชาติตะวันตกด้วยนะครับ
สมัยก่อนเริ่มมีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศทั้งชาติตะวันออกและตะวันตก ไทยเรายิ่งรับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ เครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุดิบที่หาได้ ตลอดจนนิสัยการบริโภคของคนไทยเอง จนบางทีคนรุ่นหลังแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า อะไรคือขนมไทยแท้ๆ อะไรที่เรายืมเค้ามา เช่น ทองหยิบ ทองหยอดและฝอยทอง หลายท่านอาจคิดว่าเป็นของไทยแท้ๆ แต่ความจริงแล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศโปรตุเกส โดย “มารี กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า”

“ท้าวทองกีบม้า” หรือ “มารี กีมาร์” เกิดเมื่อ พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 แต่บางแห่งก็ว่า พ.ศ. 2209 โดยยึดหลักจากการแต่งงานของเธอที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2225 และขณะนั้น มารี กีมาร์ มีอายุเพียง 16 ปี บิดาชื่อ “ฟานิก (Phanick)” เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอล ผู้เคร่งศาสนา ส่วนมารดาชื่อ “อุรสุลา ยามาดา (Ursula Yamada)” ซึ่งมีเชื่อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา ภายหลังจากพวกซามูไรชุดแรกจะเดินทางเข้ามาเป็นทหารอาสา ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่นานนัก
ชีวิตช่วงหนึ่งของ “ท้าวทองกีบม้า” ได้เข้าไปรับราชการในพระราชวังตำแหน่ง “หัวหน้าห้องเครื่องต้น” ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และเก็บผลไม้ของเสวย มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นหญิงล้วน จำนวน 2,000 คน ซึ่งเธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ชื่นชม ยกย่อง มีเงินคืนทองพระคลังปีละมากๆ ระหว่างที่รับราชการนี่เอง มารี กีมาร์ ได้สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง ขนมผิงและอื่นๆ ให้แก่ผู้ทำงานอยู่กับเธอและสาวๆ เหล่านั้น ได้นำมาถ่ายทอดต่อมายังแต่ละครอบครัวกระจายไปในหมู่คนไทยมาจนปัจจุบันนี้

 


ถึงแม้ว่า “มารี กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” จะมีชาติกำเนิดเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอก็เกิด เติบโต มีชีวิตอยูในเมืองไทยจวบจนหมดสิ้นอายุขัย นอกจากนั้น ยังได้ทิ้งสิ่งที่เธอค้นคิดให้เป็นมรดกตกทอดมาสู่คนรุ่นหลัง ได้กล่าวขวัญถึงด้วยความภาคภูมิ “ท้าวทองกีบม้า เจ้าตำรับอาหารไทย”

ทองหยิบ

ทองหยิบ เป็นขนมโบราณที่อยู่ในชุดของขนมที่ใช้ในงานมงคลต่าง ๆ เช่นกันเพราะขึ้น ต้นด้วยทองซึ่งมีลักษณะและสีคล้ายกัน ทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ดังนั้น เมื่อนำมาใช้ในพิธีจะใช้เป็นชุดทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะถือเคล็ดที่ชื่อขนมขึ้นต้นด้วยทอง แล้ว ยังถือเคล็ดชื่อต่อท้ายคือหยิบ ซึ่งหมายถึง หยิบเงิน หยิบทองอันจะนำไปสู่ความ ร่ำรวยต่อไป
ทองหยอด
ทองหยอดเป็นขนมโบราณชนิดหนึ่งซึ่งท่านผู้หญิงวิชเยนทร์ หรือนามเดิม มารี นินยา เดอ กีย์มาร์ เชื้อสายญี่ปุ่น – โปรตุเกส ภรรยาเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (นามเดิมคอนสแตน ติน ฟอลคอลชาวกรีก) ท่านผู้หญิงวิชเยนทร์ มีตำแหน่งเป็นท้าวทองกีบม้า เป็นตำแหน่ง ผู้ปรุงอาหารหลวงโดยท่านได้นำเอาความรู้ที่มีมาแต่เดิมผสมผสานกับความรู้ท้องถิ่น ปรุงแต่งอาหารขึ้นใหม่ จนเป็นที่รู้จัก คือ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง (เดิมชาวโปรตุเกส กินกับเนื้อย่างเป็นอาหารคาว)นับเป็นขนมชั้นดี ใช้ในงานมงคลต่าง ๆ ซึ่งคนไทยเรายังถือ เคล็ดกันอยู่จึงใช้ขนมที่ขึ้นต้นด้วยทอง เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลตามชื่อขนม

ที่มา http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=334835&chapter=12

ขั้นตอนการทำไอ้ติมทอดทำยังไง

Posted By on September 23, 2012

ขั้นตอนการทำไอ้ติมทอดทำยังไง

วิดีโอการทำครับลองดูเเล้วกันครับอาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่าครับ

 

 

 

 

ดูข้างบนไม่ต้องอ่านข้างล่างก็ได้ครับ

ไม่มีอะไรยากครับพี่น้อง สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ไอศครีมใส่ต่างๆที่ชอบผมเลือก วะนิลาเเล้วกันนะครับเพราะมีโกโก้นิดหน่อยครับ ขนมปัง 2 เเผ่นนะครับเเละตัดขอบออกนะครับ ขั้นเเรกก็ไอศครีมมาโปะขนมปังเเล้ว เอาขนมปังอีกเเผ่นมาโปะข้างบนเอามาปิดนะครับเเล้วปั้นให้เป็นกลมๆครับ
ตอนปั้นก็เอาใส่ถุงนะครับเเล้วปั้นทั้งอย่างนั้นเลยให้เป็นกลมๆใหญ่หน่อยครับ เสร็จเเล้วก็เอาไปเเช่ตู้เย็นครับ ให้มันเเข็งหนะครับ ประมาณ 4-6 ชั่วโมงช่องเย็นนะครับ
เสร็จเเล้วก็เตรียมน้ำมันพืชใช้ปริมาณที่ท่วมขนมก้อนไอติมที่เราปั้นไว้นะครับ เอาลงไปทอดเลยครับน้ำมันเดือดๆนะครับ ทอดซัก 1 นาทีพอครับเอาพอกรอบอย่างทอดนานเดี๋ยวไอ้ติมละลายเสร็จเเล้วก็เอามาทาเเยมอะไรเเล้วเเต่คนชอบคนเสร็จเเล้วครับ เอ้า งงอะดิ งง  เดี๋ยวเอาคลิปมาให้ดู

กาเเฟโบราณมีต้นกำเนิดมาอย่างไร

Posted By on September 23, 2012

กาเเฟโบราณมีต้นกำเนิดมาอย่างไร

ส่วนตัวนะครับ บางครั้งตื่นเช้ามานะครับ ก็มักจะหาไม่น้ำเต้าหู้ หรือ ไม่ก็กาเเฟร้อนดื่มนะครับ เเต่ที่ขายไม่ได้เนี่ยก็ปลาท้องโก๋ เนี่ยเข้ากับพวกเนี่ยมากครับ เเต่ บางคนกินกาเเฟใส่ใข่ด้วยครับ ผมหละงงเลย ไม่เคยเห็นใครกินกาเเฟใส่ใข่มาก่อนเลยครับ เเต่ปัจจุบันนี้ผมเห็นเยอะนะครับ พวกกาเเฟสดอะไรพวกเนี่ยถามว่าผมนิยมกินหรือเปล่าผมไม่กินหรอกครับกาเเฟพวกเนี่ย เพราะมันเเพง เเละ ไม่ค่อยอร่อยในมุมมองของผมด้วยครับ ส่วนตัวชอบมากนะครับกาเเฟโบราณเนี่ยก็ไม่เข้าใจ เหมือนกันว่ามันคืออะไรไว้ทำอะไรที่คล้ายถุงเท้าเนี่ย มารู้ทีหลังมันเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำกาเเฟโบราณครับ ก็พูดยากนะครับการกินกาเเฟโบราณ ด้วยเเก้วทรงสูง เนี่ยมันได้อารมณ์ดีนะครับ เเละ ใส่นำมายังไม่ต้องคน ครับ มันจะไปกองอยู่ข้างล่างเเก้วเนี่ยหละครับ เวลาจะกินเเล้วค่อยคนครับ ผมว่ามันมีเอกลักษณ์ ในการกินดีครับ ส่วนราคากาเเฟโบราณก็ไม่เเพงครับ เดี๋ยวนี้ก็ เเก้วละ 10-12 บาท เมื่อก่อน 8 -10 บาทครับ อย่างว่าเดี๋ยวนี้ของเเพงครับ ก็ต้องขึ้นราคาเป็นธรรมดาครับ

ที่มา เเละ ประวัติความเป็นมาก็กาเเฟครับ พี่น้อง

ตำนานการเกิดกาแฟมีหลายเรื่อง เรื่องที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปคือเรื่องนายกัลดี (Kaldi) ชาว อบิซีเนีย คนเลี้ยงแพะ ปกติจะต้อนฝูงแพะออกไปหากินอาหารตามทุ่งหญ้าเนินเขาต่างๆ ริมฝั่งทะเลแดง วันหนึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของฝูงแพะมีความคึกคักขึ้นหลังจากกินอาหารบริเวณเนินเขา คัลดี จึงตามฝูงแพะขึ้นไปพบว่าแพะเหล่านั้นกินผลไม้สุกสีแดง ทำให้พวกแพะคึกคัก กระโดดโลดเต้นอย่างคึกคะนอง คัลดีจึงลองทดสอบกินผลไม้นี้พบว่ามีความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา กัลดีจึงนำผลไม้นี้ไปอวดกับพระนักบวชในหมู่บ้าน พระนักบวชจึงไปสังเกตดูต้นไม้และนำผลไม้นี้กลับมาทดลองคั่วและต้มชง ดื่มทดลองพบว่าสามารถสร้างความกระปรี้กระเปร่า
ทำให้สวดมนต์ได้อย่างยาวนานในตอนกลางคืนโดยไม่มีอาการง่วงนอน
อีกตำนานหนึ่งเป็นเรื่องของ อาลี บิน โอมา (Ali Bin Omar) ที่ได้กระทำผิดประเพณีกับ เจ้าหญิงและได้ถูกเนรเทศไปอยู่ที่บริเวณภูเขาในประเทศเยเมน ที่นั่นโอมาได้ค้นพบต้นไม้ที่มีดอกสีขาว สามารถต้มเมล็ดแล้วดื่ม ได้อย่างมีความสุข เมื่อเขาเดินทางไปแสวงบุญที่นครเมกกะ ได้นำเมล็ดต้นไม้นี้ไปด้วย และที่เมกกะโอมาได้ช่วยรักษาโรคหิด โรคผิวหนังของนักแสวงบุญหลายคน ด้วยเหตุนี้เมื่อเขาเดินทางกลับจึงได้รับการขนานนามให้เป็นเทวดาผู้ให้การอุปถัมถ์ต่อผู้ปลูกกาแฟ เจ้าของร้านกาแฟ และผู้ดื่มกาแฟ
ประวัติกาแฟโลก
กาแฟถูกค้นพบประมาณ ค . ศ .850 ปี ก่อนคริสศักราช ชาวแอฟริกาพื้นเมืองใช้กาแฟเป็นอาหารมานานแล้ว สันนิฐานว่ามนุษย์สมัยโบราณ อาจเรียนรู้จากการสังเกตสัตว์ว่ากินอะไรและทดลองกินพบว่า ผลกาแฟสุกมีรสหวานเป็นที่ชื่นชอบของนกและสัตว์ต่างๆ ในช่วงแรกๆ รับประทานผลสุก ต่อมานำผลสุกมาทำไวน์ เรียกว่า ควาฮ์วาฮ์ (qahwah) เมื่อลองเคี้ยวเมล็ดกาแฟ จะเกิดมีความรู้สึกว่าสบายหายเหน็ดเหนื่อยจากอากาศร้อนหรือการเดินทางไกล เพราะกาแฟมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นร่างกาย ทำให้กาแฟได้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ต่อมามีการพัฒนานำเมล็ดกาแฟมาป่นผสมไขมันสัตว์ปั้นเป็นก้อนไว้กินเป็นอาหารติดตัวในการเดินทางชาวพื้นเมืองบางเผ่าในแอฟริกา ใช้กาแฟเซ่นไหว้พระเจ้า และผีสางที่นับถือ ในพิธีฉลองสาบานพี่น้องร่วมสายโลหิต มีการแกะเมล็ดกาแฟจากผลกาแฟสองเมล็ดแบ่งให้พี่น้องคนละหนึ่งเมล็ด เพื่อนำไปจุ่มหรือทาด้วยโลหิตของตนและมอบให้พี่น้องแต่ละคนไปเคี้ยวรับประทาน กาแฟเป็นของขวัญที่มอบให้แก่แขกที่มาเยี่ยมเคี้ยวก่อนที่จะเลี้ยงอาหารเป็นต้น ต่อมากาแฟจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มในระยะแรกใช้เมล็ดกาแฟใส่ในน้ำต้มบนกองไฟ จนน้ำกาแฟออกเป็นสีเหลืองกาแฟได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีการตากเมล็ดกาแฟเพื่อให้เก็บไว้ได้นานขึ้น มีการคั่วบด แช่ ต้ม กาแฟ โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ครกบด กระทะ เครื่องต้ม กาแฟ ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น
ในราว ค . ศ .1000 การค้าทาสกำลังเฟื่องฟู พ่อค้าทาสนำทาสนิโกรจากทางใต้ของซูดาน ไปประเทศซาอุดิอาระเบีย พ่อค้าทาสและพวกทาสได้นำผลและเมล็ดกาแฟติดตัวไปด้วย การปลูกกาแฟของชาวอาหรับถูกเก็บเป็นความลับและเมล็ดกาแฟเป็นสิ่งหวงห้าม เมล็ดการแฟดิบนำออกนอกประเทศ ยกเว้นต้องต้มหรือลวกในน้ำร้อน แต่เมล็ดกาแฟยังถูกลักลอบนำออกไปแพร่กระจายจากเมกกะโดยผู้แสวงบุญที่กลับจากเมกกะไปยังประเทศมุสลิมของตนเองทั่วโลกราวศตวรรษที่ 9 กาแฟเป็นพืชที่รู้จักกันดีในแถบตะวันออกกลาง จนถึงต้นศตวรรษที่ 14 ชาวอาหรับเริ่มการปลูกกาแฟเป็นการค้า บริเวณคาบสมุทรอาระเบียใกล้เมืองท่ามอคค่า (Mocha) ต่อมากาแฟแถบนี้กลายเป็นสายพันธุ์กาแฟที่มีชื่อเสียง ศตวรรษที่ 15 กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในประเทศตะวันออกกลางและดินแดนอาหรับ จากอียิปต์ เมกกะและซีเรียแล้วเข้าสู่เมืองคอนสแตนติโนเบล ประเทศตุรกี ในสมัยออตโนมัน ราวปี ค . ศ .1453 ในช่วงแรก ชาวเติร์กดื่มกาแฟที่บ้านและใช้ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยียนจนในปี ค . ศ .1554 ร้านกาแฟร้านแรกในโลกเกิดขึ้นที่นครคอนสแตนติโนเปิล ปัจจุบันคือเมืองอิสตันบูล โดยชาวซีเรีย 2 คน มีการเสริฟกาแฟในร้านที่มีโซฟาที่สวยงามสะดวกสบาย เป็นแหล่งที่พบปะพูดคุยของคนทั้งกวี นักนิยมศิลปและวรรณกรรมนักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง ฯลฯ ร้านกาแฟได้รับความนิยม มีการขยายร้านกาแฟมากขึ้น จนถือได้ว่าเป็นร้านกาแฟต้นแบบในเมืองต่างๆ ของยุโรปในช่วง
ศตวรรษที่ 17-18 จนถึงปัจจุบัน
กาแฟสู่ยุโรป พ่อค้าชาวเวนิสเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่ทำการค้ากาแฟกับอาหรับในปี ค . ศ .1615 ซื้อกาแฟจากเมืองมอคค่า (Mocha) นำไปขายในยุโรปเป็นจุดเริ่มต้นการค้าที่สร้างความร่ำรวยให้กับพ่อค้าอาหรับผู้ส่งกาแฟ ต่อมาพ่อค้าชาวดัตช์ นำกาแฟไปเผยแพร่ในอัมสเตอร์ดัมท์ ชาวดัตช์ ได้พยายามศึกษาเก็บข้อมูลต่างๆ ของกาแฟทั้งด้านพฤษศาสตร์ และการค้า ในปี ค . ศ .1616 ต้นกาแฟต้นแรกถูกนำไปยุโรปแล้วขยายพันธุ์ที่สวนพฤษศาสตร์ในเมืองอัมสเตอร์ดัมและนำไปปลูกในเขตประเทศแถบหมู่เกาะอินเดียตะวันออก และชวาในปี ค . ศ .1663 ร้านกาแฟร้านแรกเปิดในอัมสเตอร์ดัมท์ ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นมีโอกาสลิ้มรสกาแฟ ร้านกาแฟจะตกแต่งอย่างประณีตสวยงามในบรรยากาศที่สะดวกสบาย
ในอิตาลีปกติชาวอิตาลีนิยมดื่มน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มจากพืชต่างๆ ในปี ค . ศ .1625 มีการขายกาแฟในกรุงโรม โดยชาวอิตาลีเห็นว่ากาแฟเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ค . ศ .1645 ร้านขายกาแฟร้านแรกเกิดขึ้นในเวนิส จนในปี ค . ศ .1690 มีร้านกาแฟมากมายในเวนิส ร้านกาแฟเป็นที่ชุมนุมของชนชั้นสูง และในปี ค . ศ .1720 ร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเวนิสคือ ร้านฟลอเรนท์ (Florian) เปิดให้บริการในฝรั่งเศส ปี ค . ศ .1644 มีการส่งเมล็ดกาแฟจากเมืองอเล็กแซนเดรีย สู่เมือง มาแซร์ ค . ศ .1671 ร้านกาแฟร้านแรกจึงเปิดขึ้นที่นี่ ในปี ค . ศ .1672 นายปาสคาล ชาวอามาเนีย เปิดขายกาแฟเป็นครั้งแรกที่ปารีสในงาน Saint Germain fair และได้เปิดร้านขึ้นหลังจากนั้น ในปี 1689 Procopio dei Coltelli ชาวอิตาลีได้เปิดร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงขึ้นในกรุงปารีส มีบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งศิลปิน นักการเมือง ฯลฯ นิยมไปดื่มกาแฟที่ร้านนี้กันมาก จนในปี ค . ศ .1690 มีร้านกาแฟในปารีสมากกว่า 300 ร้าน ในสมัยพระเจ้าหลุยที่ 14 กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากจนอาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มของพระราชา มีคำโฆษณาขายกาแฟว่า “ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่คั่วและผสมในหม้อทองคำ โดยพระหัตถของพระราชา ”
ในปี ค . ศ .1714 เจ้าเมืองอัมสเตอร์ดัมส์ ได้ส่งต้นกาแฟมาถวายเป็นของขวัญแด่พระเจ้าหลุยที่ 14 และได้นำมาปลูกในสวนพฤษศาสตร์ กรุงปารีส เนื่องจากกาแฟไม่ทนทานต่อความหนาวเย็น จึงมีการสร้างเรือนกระจกเพื่อปลูกกาแฟนับเป็นเรือนกระจกพืชเรือนแรกของโลก ฝรั่งเศสได้พยายามนำกาแฟไปปลูกในดินแดนภายใต้ปกครองเช่นกัน โดยมีการนำการแฟจากเยเมนไปปลูกในเกาะเบอร์บอน (Bourbon) ( ปัจจุบันคือเกาะลารียูเนียน ) เกาะภูเขาไฟเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย 800 กิโลเมตรจากเกาะมาดากัสการ์ ตั้งแต่ปี ค . ศ .1708 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนในปี ค . ศ .1715-1718 มีการนำกาแฟมาปลูกอีกและประสบผลสำเร็จ จนในปี ค . ศ .1817 กาแฟให้ผลผลิตเป็นจำนวน ถึง 1,000 ตัน กาแฟจากเกาะเบอร์บอน เป็นพันธุ์อาราบิก้าที่สำคัญคือชื่อพันธุ์เบอร์บอน (Bourbon) เริ่มต้นจากเกาะแห่งนี้ และได้นำรุ่นลูกหลานไปปลูกในที่อื่นๆ เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
ในอังกฤษ จากบันทึกของ John Evelyn ค . ศ .1637 กล่าวถึงการดื่มกาแฟของสมาชิก Balliol College ในออกฟอร์ด (Oxford) กาแฟเป็นที่นิยมในหมู่อาจารย์และนักศึกษา เพราะกาแฟช่วยกระตุ้น ให้สามารถอ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้นานขึ้น ในปี ค . ศ .1650 จาคอป (Jacob) ชาวเลบานอนตั้งร้านกาแฟร้านแรกขึ้นชื่อ Angle Inn ที่ออกฟอร์ดต่อมามีร้านกาแฟเกิดขึ้นในลอนดอนที่ St Michael’s Alley โดยชาวกรีกชื่อ ปาสควาลโรเซ่ (Pasqua Rosee) ร้านกาแฟเป็นสถานที่สำคัญของบุคคลทั่วไป เป็นที่พบปะของนักธุรกิจข้อตกลง การเซ็นต์สัญญา การแลกเปลี่ยนข่าวสารร้านกาแฟเป็นจุดกำเนิดสถาบันหลายอย่างเช่นตลาดหลักทรัยพ์ บริษัทประกัน Baltic และ Lloyds ร้านกาแฟเป็นที่พักผ่อนของบรรดานักเขียน กวี ทนายความ นักปรัชญา นักการเมือง ร้านกาแฟ บางแห่งเก็บค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการอัตราคนละ 1 เพนนี
เพื่อให้สามารถถกเถียงให้ความคิดเห็นในด้านการเมืองและวรรณกรรมจนเป็นที่รู้จักในนามมหาวิทยาลัยเพนนี่ภายในร้านมีกล่องทองเหลืองสลักคำว่า To Insure Promptness เพื่อความทันใจ ภายหลังถูกย่อให้สั้นเหลืออักษร ตัวแรกคือทิป (Tip) ในปี ค . ศ .1675 พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ประกาศปิดร้านกาแฟ เนื่องจาก ผู้หญิงอังกฤษต่อต้านการดื่มกาแฟ เพราะผู้ชายใช้เวลาและเงินทองหมดไปที่ร้านกาแฟนอกบ้าน หลังจากนั้นไม่นานพวกพ่อค้ารายใหญ่ รายย่อยได้ถวายฎีกาให้ยกเลิกการปิดร้านกาแฟ ทำให้ร้านกาแฟเปิดขึ้นใหม่อีก ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 บรรยากาศร้านกาแฟมีการเปลี่ยนไป ร้านกาแฟมีการเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ลมากขึ้น กลุ่มลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลง นักธุรกิจนิยมดำเนินธุรกิจของตนในสถานที่ทำงานที่เป็นหลักแหล่ง ที่สะดวกปลอดภัยกว่า โรงงานและสถานที่ทำงานจัดให้มีห้องสมุด ทำให้หนังสือพิมพ์และหนังสือต่างๆ สามารถหาได้ง่ายขึ้น ร้านกาแฟจึงเสื่อมความนิยมในเวลาต่อมา
กาแฟสู่อเมริกา ราว ค . ศ .1655 ชาวดัตช์นำกาแฟเข้ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์เข้ามาในอเมริกา แก่ชุมชนชาดัตช์ในนิวอัมสเตอร์ดัม ( นิวยอร์ค ) ช่วงแรกถือว่า เป็นผลิตภัณฑ์ราคาสูง ในปี ค . ศ .1688 มีหลักฐานว่ามีการดื่มกาแฟผสมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งและซินเนมอลในนิวอัมสเตอร์ดัมส์ ในปี ค . ศ .1670 โดโรธี โจนส์ (Dorothy Jones) ได้รับอนุญาตขายกาแฟในบอสตัน และมีการเปิดร้านกาแฟขึ้นหลายแห่งในบอสตัน นิวยอร์ค ฯลฯ ร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงจะเป็นที่พบปะของบุคคลชั้นสูง นักการเมือง เจ้าหน้าที่อังกฤษ แต่เมื่อเกิดเหตุการ Boston Tea Party จากประท้วงการเก็บภาษี๋ชาต่อรัฐบาลอังกฤษในปี ค . ศ .1767
นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามประกาศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกาและต่อต้านสินค้าอังกฤษ ชาวอเมริกันปฏิเสธการดื่มชาหันมาดื่มกาแฟแทน ทำให้ชาวอเมริกันกลายเป็นนักดื่มกาแฟ แม้ในสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ ทหารฝ่ายเหนือต้องมีกาแฟเป็นสเบียงคนละ 8 ปอนด์ โดยมีพ่อค้าชาวฝรั่งเศสและดัทซ์นำเข้ากาแฟ่จากอาณานิคมของตน เช่น ประเทศหมู่เกาะในทะเลคาริเาบียนและคิวบา จนในปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังเป็น ผู้นำเข้ากาแฟรายใหญ่ของโลก
กาแฟสู่ลาตินอเมริกาใต้ ในช่วงต้น ค . ศ .1718 มีการนำต้นกาแฟต้นแรกจากเนเธอร์แลนด์ไปปลูกในประเทศสุรินัม ดินแดนในปกครองของดัตช์ เป็นการเริ่มการปลูกกาแฟครั้งแรกทวีปอเมริกา ประมาณปี ค . ศ .1723 นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส ชื่อ กาเบรียล แมธธิว เดอคิว (Garbriel Methieu de Clieu) นำต้นกาแฟจากฝรั่งเศสไปยังเกาะมาตินิค (Martinique) ประเทศกิอานากาของฝรั่งเศส การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากทั้งพายุ โจรสลัด จนถึงต้องสละนำจืดส่วนตัวรดต้นกาแฟ จนมาถึงจุดหมายปลายทาง ต้นกาแฟจึงให้ผลผลิต ในเวลาต่อมาชาวสเปนได้นำกาแฟเข้าสู่อาณานิคมในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ค . ศ .1748 มีการนำเมล็ดกาแฟจาก
สาธารณรัฐโดมิกันไปปลูกที่คิวบา ต่อมาหมอสอนศาสนาชาวสเปนนำเมล็ดกาแฟจากคิวบาไปปลูกที่ประเทศกัวเตมาลาและเปอร์เตอริโก ในปี ค . ศ .1779 นำเข้าไปปลูกในประเทศคอสตาริก้า ค . ศ .1783 เริ่มปลูกกาแฟในประเทศเวเนซูเอล่า ที่หมู่บ้านในหุบเขาคอสตาริก้า ค . ศ .1783 เริ่มปลูกกาแฟในประเทศเวเนซูเอล่า ที่หมู่บ้านในหุบเขาคาราคัส (Caracas) ปี ค . ศ .1790 มีการปลูกกาแฟในเม็กซิโก ค . ศ .1825 มีการปลูกกาแฟในฮาวาย
โคลัมเบีย ในปลายศตวรรษที่ 18 มีการเมล็ดกาแฟจากดินแดนปกครองฝรั่งเศส มาปลูกครั้งแรกที่เมือง Cucuta ใกล้ดินแดนประเทศเวเนซูเวล่า พื้นที่ปลูกกาแฟของโคลัมเบียอยู่บนที่สูงตั้งแต่ 800-1900 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ดินเป็นดินภูเขาไฟ อุดมสมบูรณ์ ทำให้กาแฟโคลัมเบียเป็นกาแฟที่มีคุณภาพสูงแห่งหนึ่งของโลก
บราซิล จากดินแดนประเทศกิอานาของดัทช์และฝรั่งเศศ มีการพยายามนำพันธุ์กาแฟมาปลูกในบราซิล แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากทั้งดัทช์และฝรั่งเศสดูแลอย่างเข้มงวด ผู้นำเมล็ดและต้นกาแฟออกไปอาจถูกประหารชีวิตใน ค . ศ .1718 ฟรานซิสโก เดอ เมลโล (Francisco de Melo Palheta) นายทหารชาวบราซิลถูกส่งไปเจรจาเรื่องปัญหาเขตชายแดนกับดัทช์และฝรั่งเศส เขาสามารถเข้าใกล้ชิดและสนิทสนมกับนายกผู้ปกครองกิอานา ฝรั่งเศส เขาได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภรรยาของผู้ปกครอง เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง มีการจัดเลี้ยงภรรยาผู้ปกครองได้มอบช่อดอกไม้ที่มีต้นกาแฟจำนวน 5 ต้น และผลกาแฟจำนวน 30 เมล็ดบรรจุในถุงเล็กๆ ซ่อนอยู่ในช่อดอกไม้ เมื่อกลับมายังบราซิล เขาลาออกจากการเป็นทหารและปลูกกาแฟทำสวนอยู่ริมแม่น้ำ Ubituba จนในปี ค . ศ .1727
กาแฟเริ่มให้ผลผลิต และในปี ค . ศ .1733 กาแฟจำนวน 50 ถุงถูกส่งไปยังโปรตุเกสในระยะแรกกาแฟไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมน้ำตาลจากอ้อย จนกระทั่งนโปเลียน สนับสนุนการทำน้ำตาลจากหัวบีท ทำให้ความต้องการกาแฟในยุโรปและอเมริกา บราซิลมีพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟและยังมีทาสใช้แรงงาน ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่ (estate) ขึ้นอย่างมากมายรวดเร็ว ต่อมาเมื่อมีการเลิกทาส เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก รัฐบาลบราซิล จึงได้มีการฟื้นฟูโดยสนับสนุนให้ชาวยุโรป เช่น โปรตุเกส เยอรมัน เข้ามาตั้งถิ่นฐานดำเนินการทำสวนกาแฟ โดยมีรัฐบาลช่วยดูแล มีการเปิดพื้นที่ปลูกใหม่ โดยปลูกเป็นสวนขนาดใหญ่อยู่แถบรัฐเซาเปาโลและขยายออกไปทางตะวันตกและทางใต้ของประเทศจนปัจจุบันบราซิลเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก
อินเดีย กาแฟเป็นพืชหวงห้ามของชาวอาหรับ ประมาณ ค . ศ .1600 นายบาบา บูดาน (Baba Budan) นักแสวงบุญชาวอินเดียลักลอบนำเมล็ดหรือผลกาแฟจำนวน 7 เมล็ด ซุกซ่อนในเสื้อคลุมจากเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียมาปลูกแถบเนินเขาใกล้เมือง Chikmagalur เมืองไมซอร์ (Mysore) ต่อมากาแฟได้แพร่กระจายไปส่วนอื่นๆ ของอินเดีย จนกระทั่งในปี ค . ศ .1823 อังกฤษมีการพัฒนาปลูกกาแฟแบบสวนขนาดใหญ่ (estate) ใกล้ๆ กัลกัตตา ปี ค . ศ .1830 มีการสร้างสวนกาแฟที่เป็นระบบสมบูรณ์แห่งแรกของนาแคนนอน ที่เมือง Chilmuglur ในช่วงเวลาต่อมาสวนกาแฟขนาดใหญ่มีการขยายไปจนถึงทางใต้ของอินเดียแถบไมซอร์ คูนอร์ มัทราส ประมาณ ปี ค . ศ .1900 มีการนำเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากอินโดนีเซียมาปลูกในอินเดีย ปัจจุบันอินเดียมีทั้งผลผลิตกาแฟพันธุ์โรบัสต้าและอาราบิก้า
อินโดนีเซีย ในปี ค . ศ .1696 นิโคลัส วิทเสน ผู้จัดการบริษัทดัชท์อินเดียตะวันออก ได้นำต้นกาแฟจากมาลาบาร์ (Malabar) รัฐเคลาล่า ประเทศอินเดีย ไปปลูกที่เกาะชวา เริ่มปลูกที่ Kedawoeng estate ใกล้ๆ เมืองปัตตาเวีย ( จาร์การ์ต้า ) ในปี ค . ศ .1699 สวนกาแฟประสบความเสียหายเนื่องจากแผ่นดินไหวและน้ำท่วมในปีเดียวกันนี้มีการนำต้นการแฟอาราบิก้าจากมาลาบาร์ของอินเดียมาปลูกอีกครั้ง กาแฟอาราบิก้าจึงได้รับการส่งเสริมพัฒนาขึ้น จนในปี ค . ศ .1711 มีรายงานว่าได้มีการเก็บเกี่ยวกาแฟนำไปขายในตลาดประมูลสินค้าที่
เนเธอร์แลนด์ ปี ค . ศ .1880-1899 มีการระบาดของโรคราสนิม ทำให้ไม่สามารถ ที่จะปลูกกาแฟอาราบิก้าให้ได้ผล จึงได้มีการเปลี่ยนพันธุ์กาแฟมาเป็นโรบัสต้า และลิเบอริก้า ในปี ค . ศ .1900 ได้มีการส่งต้นกาแฟโรบัสต้า 150 ต้นจากประเทศเบลเยี่ยมไปเกาะชวา ต่อมากาแฟโรบัสต้ารับการส่งเสริมและขยายการผลิตในอินโดนีเซียจนประสบความสำเร็จ สามารถผลิตและส่งออกไปขายในตลาดโลกได้

ต้นกำเนิดพิซซ่าเเละวิธีการทำ

Posted By on September 23, 2012

ต้นกำเนิดพิซซ่าเเละวิธีการทำ

ประวัติของพิซซ่าเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 79 เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดขึ้นและทลายเมืองปอมเปอีทั้งเมือง หลังจากนั้นประมาณ ค.ศ. 640 แกตาโน ฟิโอเรลลี่ ได้ค้นพบเตาฟืนโบราณจำนวนมากมายในซากปรักหักพังของเมือง ที่ถูกลาวาถล่ม หนึ่งในจำนวนเตาทั้งหมดนั้นพบว่ามีเถ้าถ่านขนมปังติดอยู่ในเตาอยู่ถึง 7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าทหารโรมันในช่วงเวลาดังกล่าว (ก่อนเมืองปอมเปอีจะถูกถล่มด้วยลาวาและเถ้าภูเขาไฟ) ต่างกินขนมปังที่อบด้วยเตาฟืนโบราณนี้ ซึ่งสันนิษฐาน ได้ว่าชาวเมือง ในเมืองนาโปลีก็ทานขนมปังที่อบในเตาฟืนโบราณเช่นนี้มาประมาณ 700 ปีแล้ว ต่อมาในต้น ค.ศ. 1700
ชาวเมืองนาโปลีจึงได้เริ่มประยุกต์ใส่มะเขือเทศกับสมุนไพรบางอย่างลงในขนมปังแล้วนำไปอบในเตาฟืนโบราณ นี่เองคือจุดเริ่มต้นของมารีนาราพิซซ่า และร้านพิซเซอเรียร้านแรกในนาโปลี ได้เปิดขายในปี ค.ศ. 1830โดยร้านดังกล่าวใช้วิธีการอบพิซซ่าในเตาที่ทำจากหินภูเขาไฟ อีกประมาณร้อยปีต่อมา (นับจาก ค.ศ. 1700) และชีสเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอาหาร แต่ชีสดังกล่าวไม่ใช่ชีสปกติธรรมดาทั่วไป เป็นชีสที่ทำจากน้ำนมควายพื้นเมืองที่ชื่อ ฟิออเร่ ดี บัฟฟาล่า ประมาณปี ค.ศ. 1850 จึงเกิดพิซซ่ามาเกอริต้าขึ้นโดย ราฟาเอล เอสโปสิโต แห่งเมืองเนเปิล ซึ่งได้ทำพิซซ่าถวายเมื่อคราวที่สมเด็จพระราชาธิบดีอุมแบร์โตที่ 1 และสมเด็จพระราชินีมาเกอริต้าได้เสด็จเยือนเมืองเนเปิล โดยใช้สีบนหน้าพิซซ่าแทนสัญลักษณ์ของธงชาติอิตาลี โดยใช้ใบเบซิลแทนสีเขียวใช้มอสซาเรลล่าชีสแทนสีขาวและมะเขือเทศแทนสีแดง
และตั้งชื่อพิซซ่าเพื่อเป็นเกียรติแด่พระราชินีว่า มาเกอริต้า ซึ่งพระนางก็ได้ทรงพระอนุญาตให้ใช้ชื่อพระนางเป็นชื่อของพิซซ่าเมื่อปี ค.ศ. 1889 ซึ่งพิซซ่าดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐาน ของพิซซ่าในปัจจุบัน ซึ่งพิซซ่าในปัจุบันโดยทั่วไปต่างก็ดัดแปลงหน้ามาจากพิซซ่า 2 ชนิดนี้ ซึ่งเป็นพิซซ่าดั้งเดิมของชาวนาโปลี คือมารีนาราพิซซ่าและมาเกอริต้าพิซซ่าตำนานกาลครั้งหนึ่งในสมัยกรุงโรมโน้น ได้มีผู้ค้นพบหลักฐานบันทึกว่า .. “มีแป้งแผ่นกลมๆบางๆปรุงด้วยน้ำมะกอก สมุนไพร น้ำผึ้ง วางบนหินร้อน สักพักก็สุก” สมัยนั้นเรียกกันว่า Placenta กาลต่อมาในปีค.ศ.79 นักโบราณคดีพบว่ามีร้านขายพิซซ่าอยู่ที่เมืองปอมเปอี ที่เคยถูกภูเขาไฟระเบิดพ่นลาวาทับทั้งเมือง

เวลาผ่านไป(เมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมานี้) เมืองนาโปลี ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของพิซซ่าสมัยใหม่ โดยมีร้านพิซซ่าแห่งแรกชื่อพอร์ต อัลบ้า (Port’ Alba) และก็มีอีกหลายๆร้านเปิดตามมา พิซซ่าชาวนาโปลีจะอบในเตาที่ก่อด้วยหิน จากภูเขาไฟเวซุเวียส เนื่องจากกระจายความร้อนได้สม่ำเสมอ และใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง
ต่อมามีคนทำพิซซ่ามือเยี่ยมคนหนึ่งนาย ดอน ราฟาเอล เอสโพสิโต เป็นคนแรกที่ใช้มอซซาเรลล่าชีส หรือชีสนมควาย เป็นเครื่องปรุง ชาวเมืองนิยมชมชอบมากจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของพิซซ่านาโปลี และแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันเอกลักษณ์สำคัญของพิซซ่านาโปลี ต้องอบในเตาที่อุณหภูมิ 340 องศาเซลเซียส ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ต้องมีชีสมอซซาเรลล่า ผงเครื่องเทศออริกาโน (Origano) ปลาเค็มเอนโชวี (Anchovi)* มะเขือเทศ เบซิล (Basil) และกระเทียม

พอช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนอเมริกันก็หัดทำพิซซ่ากินกันบ้าง จนได้สูตรแบบอเมริกัน และแพร่หลายไปทั่วโลกครั้นปีค.ศ. 1960 เกิดเกิดสงครามเวียดนามทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทย ได้นำเอาวัฒนธรรมการกินพิซซ่าเข้ามาด้วยแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก สมัยนั้นต้องไปกินกันตามโรงแรม และห้องอาหารอิตาเลียนเท่านั้น แต่เมื่อประมาณ พ.ศ. 2513 ร้านพิซซ่าฮัท มาเปิดสาขาแรก เด็กไทย คนรุ่นใหม่ก็แห่กินกันทั้งบ้านทั้งเมือง ทุกวันนี้การกินพิซซ่าไม่ได้ยากลำบากอีกแล้ว เพียงโทรศัพท์กริ๊งเดียวภายใน 15 นาทีก็มาส่งถึงบ้านแล้ว
เครื่องปรุงแผ่นแป้งพิซซ่า แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ร่อนแล้ว)   250 กรัมยีสต์  1 ช้อนโต๊ะน้ำตาลทรายขาว  1 ช้อนโต๊ะเกลือป่นละเอียด  3/4 ช้อนชาน้ำเปล่า  130 กรัมเนยสด 45 กรัม
วิธีทำแผ่นแป้งพิซซ่า     1. ผสมแป้ง และยีสต์ คนให้เข้ากัน ในอ่างผสม    2. ใส่น้ำตาลทรายและเกลือ คนให้เข้ากันอีกครั้ง    3. เทน้ำและน้ำมันพืชลงในส่วนผสมของแป้ง ใช้มือผสมให้ทั่วและเข้ากันดี    4. นวดแป้งให้จับตัวเป็นก้อน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จนแป้งเนียนและนุ่มดี    5. ตะล่อมแป้งเป็นก้อนกลม วางในชามอ่างผสมที่ทาด้วยน้ำมันบาง ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แป้งจะขึ้นเป็น 2 เท่า    6. นวดแป้งเล็กน้อยเพื่อไล่ฟองอากาศ ตะล่อมเป็นก้อนกลมอีกครั้งหนึ่งทิ้งไว้อีก 10 นาที ในอ่างผสมเดิม    7. นวดแป้งไล่ฟองอากาศ และคลึงออกเป็นแผ่นกลม หนา 1/8 นิ้ว แล้วกรุลงถาดที่ทาน้ำมันไว้ (ถาดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง     14 นิ้ว) จิ้มแผ่นแป้งด้วยส้อมให้เป็นรูทั่ว ๆ เพื่อไล่อากาศขณะอบ    8. ทาน้ำมันบาง ๆ บนแผ่นแป้งให้ทั่ว ราดด้วย พิซซาซอสที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้ทั่ว เว้นขอบแป้งไว้เล็กน้อย    9. แต่งหน้าด้วย แฮม ไส้กรอก พริกหวาน หอมใหญ่ และโรยหน้าด้วย เนยแข็งโมซซ่าเรลล่า (mozzarella cheese)     ขูดอบที่อุณหภูมิ 425 องศาฟาเรนไฮด์ เป็นเวลา 15-20 นาที
เครื่องปรุงพิซซ่าซอส  (1 ส่วนใช้กับแผ่นแป้ง 2 แผ่น)
น้ำมันพืช  1 ช้อนโต๊ะหอมใหญ่สับละเอียด 1/2 ถ้วยตวงมะเขือเทศเข้มข้นชนิดกระป๋อง 1 ถ้วยตวงน้ำตาลทราย  2 1/2 ช้อนโต๊ะเกลือป่น  2 ช้อนชาพริกไทย 3/4 ช้อนชาออริกาโน (Oregano)  2 ช้อนชา

วิธีทำพิซซ่าซอส           ตั้งกะทะใส่น้ำมันใช้ไฟอ่อน พอร้อนจึงใส่หอมใหญ่ผัดจนชิ้นหอมสุกใส และมีกลิ่นหอมดี จึงใส่มะเขือเทศเข้มข้น และเครื่องปรุงทั้งหมด ระวังไหม้ ควรหรี่ไฟลงผัดจนหอมและเข้ากันดี

วิธีการทำขนมเทียน

Posted By on September 23, 2012

วิธีการทำขนมเทียน

ขนมเทียนเนี่ย ปีนึงผมกินอยู่ 2 ครั้งคือ วันตรุษจีน กับ วันสาร์ทจีน นอกนั้นนี่หาซื้อไม่ได้เลยนะครับ ถ้าจะทำขายนี่เหนื่อย เเต่ถ้าทำกินเองนี่ก็ยิ่งเหนื่อยหนักเข้าไปใหญ่ก็อย่างที่บอกครับถ้าทำกินเองสมัยนี้เป็นอะไรที่สิ้นเปลืองเงินทองมาก ก็คิดดูนะครับ ถ้าเราไปซื้อเค้าเนี่ย 20-30 บาทก็ได้เเล้วเเต่ทำกินเองนี่ต้องมี 100-200 บาทเเถมเสียเวลาอีกต่างหากครับ
ถ้าใครจะลองทำดูนะครับ

แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม

น้ำตาลโตนด 2 ถ้วยตวง (สำหรับทำตัวแป้ง)* น้ำตาลโตนด 1 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับทำไส้)

ถั่วเขียวกะเทาะเปลือกนึ่ง 2 ถ้วยตวง

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

พริกไทย 1 ช้อนชา

น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ

มะพร้าวขูด 2 ถ้วยตวง

เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. เริ่มจากทำตัวแป้งก่อนโดย นำน้ำตาลโตนดไปเคี่ยวจนเหนียวแล้วจึงนำไปนวดกับแป้งข้าวเหนียวจนเข้ากันดี
2. เตรียมทำไส้หวาน โดยนำน้ำตาลโตนดเคี่ยวกับมะพร้าวจนแห้งจึงปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ สำหรับไส้เค็ม ให้นำน้ำมันใส่กระทะไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง จากนั้นใส่ถั่วนึ่ง, พริกไทย, เกลือและน้ำตาลทราย ผัดจนหอมและส่วนผสมเข้ากันทั่วจึงปิดไฟ และทิ้งไว้ให้เย็น

3. ห่อขนมโดยตัดใบตองเป็นแผ่นๆ เช็ดให้สะอาดและทาด้วยน้ำมันนิดหน่อย ตักแป้งใส่แล้วห่อไส้เค็มหรือไส้หวานตามชอบ จากนั้นนำแป้งอีก ก้อนวางลงบนไส้ ห่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยม นำไปนึ่งประมาณ 30 นาทีจนสุกดี

ที่มา http://www.ezythaicooking.com

วิธีการทำซาลาเปาง่ายๆ

Posted By on September 23, 2012

วิธีการทำซาลาเปาง่ายๆ

      ซาลาเปาเป็นอาหารจีนชนิดหนึ่งทำมาจากแป้งสาลีและยีสต์ และนำมาผ่านขบวนการนึ่ง ซาลาเปาจะมีไส้อยู่ภายในโดยอาจจะเป็นเนื้อหรือผัก ซาลาเปาที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ซาลาเปาไส้หมู และ ซาลาเปาไส้ครีม สำหรับอาหารที่มีลักษณะคล้ายซาลาเปา ที่ไม่มีไส้จะเรียกว่า หมั่นโถว
       นอกจากนี้ซาลาเปายังคงเป็นส่วนหนึ่งในชุดอาหารติ่มซำ ในวัฒนธรรมจีน ซาลาเปาสามารถนำมารับประทานได้ในทุกมื้ออาหาร ซึ่งนิยมมากในมื้ออาหารเช้าซาลาเปาได้ชื่อว่าได้รับการคิดค้นขึ้นมาโดย จูกัดเหลียง หรือ ขงเบ้ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 เมื่อจูกัดเหลียงกลับจากการต่อสู้กับเบ้งเฮ็กแล้วก็เดินทางมากถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งที่คนแถวนั้นเชื่อว่ามีวิญญาณสิงอยู่ใต้น้ำ ทหารบอกจูกัดเหลียงว่า ถ้าจะข้ามฟาก
        ต้องตัดหัวทหารทั้งหมดเพื่อบูชาดวงวิญญาณ แต่จูกัดเหลียงไม่อยากให้ทหารต้องตายจึงคิดการทำหมั่นโถวขึ้นมา แล้วปล่อยให้ลอยตามน้ำเพื่อบูชาดวงวิญญาณ เมื่อบูชาแล้ว จูกัดเหลียงก็พาทหารข้ามสะพานไปยังพระนครเซงโต๋
วันนี้ผมมีสูตรซาลาเปาไส้หมูสับมาฝากครับ
เป็นอาหารชนิดหนึ่ง ที่คนไทยและต่างประเทศรู้จักกันดี วันนี้ผมจึงนำเอา เอาสูตรการทำซาลาเปา ที่อร่อยมากๆ มาฝากเพื่อนๆ และมาฝากคนที่อยากจะทำซาลาเปา เป็นอาชีพอิสระ สูตรนี้มาจากประเทศจีน และซาลาเปาที่นั้นลูกใหญ่มาก ดังนั้นเราอย่าเสียเวลาเลย มาดูวัตถุดิบ และวิธีทำกันเลย
วัตถุดิบและส่วนผสมส่วนที่ 1
1. แป้งสาลีตราบัวแดง ครึ่งกิโล หรือ 500 กรัม2. ยีสต์แห้ง 1 ช้อนโต๊ะ3. น้ำอุ่น
ให้เราร่อนแป้งเตียมไว้ แล้วเอาน้ำอุ่นกับยีสต์ผสมกันคนให้ยีสต์ละลายไม่ต้องคนมากนะ แล้วค่อยๆ เทใส่แป้ง พร้อมกับนวดแป้งไปด้วย นวดจนเนียน แล้วคลุมผ้าทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง

ต่อมาเรามาดูวัตถุดิบและส่วนผสมส่วนที่ 21. แป้งสาลีตราบัวแดง ครึ่งกิโล หรือ 500 กรัม2. ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ3. น้ำตาลทราย 3 ขีด4. เนยขาว 1 ขีด5. นมสด 1/4 ถ้วย* เรา ต้องร่อนแป้งกับผงฟู พักทิ้งไว้ แล้วเอาส่วนผสมที่ 1 มาคลุกกับน้ำตาลทรายและนวดให้เข้ากัน ต่อจากนั้นเราก็เอาแป้งที่ร่อนรวมกับผงฟู ที่เราพักทิ้งไว้ มานวดผสมแล้วใสนมสดลงไปนวดต่อจนเข้ากัน แล้วก็เติมเนยขาวนวดจนเนียน* เมื่อ เรานวดจนเนียนแล้วก็ให้เอาผ้าคลุมไว้ประมาณ 20นาที เมื่อครบ 20นาทีแล้วเราก็นำเอาแป้งออกมาแบ่งเป็นก้อนๆ ให้เท่ากัน และก็ห่อใส่ แล้ววางบนกระดาษ แล้วคลุมผ้าเอาไว้ให้มันขึ้นอีกครั้งนึง ก่อนที่เราจะนำไปนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 10 นาทีก็พอ”สูตรไส้หมูแดง” - ส่วนผสมไส้หมูแดง

1. เนื้อหมูปนมันบด ต้องปนมันมากๆ นะ ประมาณ 1/4 คือหมู 1 – มันหมู 42. มันแกวขูด3. ผงพะโล้4. ซีอิ้วดำ5. น้ำปลา6. น้ำตาลทราย7. สีผสมอาหาร สีแดง
* ให้เราเอา ผงพะโล้ใส่ลงไปในกระทะที่ตั้งไฟจนร้อนก่อน แล้วก็ใส่ทุกอย่างลงไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วชิม ให้ออกรส หวานนำ แล้วเค็มตาม (อย่าเค็มมากนะ)