วิธีการทำซอสมะเขือเทศ

Posted By on September 22, 2012

วิธีการทำซอสมะเขือเทศ

สูตรวิธีการทำ ซอสมะเขือเทศ

ส่วนผสม

1. มะเขือเทศสุก 1 1/2 กิโล
2. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
3. น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนโต๊ะ
4. กานพลู 5 ดอก
5. หอมใหญ่ 1/2 หัว
6. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง
7. อบเชย 1 ชิ้น
8. กระเทียมสับ 1 หัว
9. เกลือป่น

วิธีทำ

* เราเอามะเขือเทศมาล้างให้สะอาด
* แล้วก็สับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับหอมหัวใหญ่สับละเอียด
* ตั้งไฟเคี่ยวจนนุ่ม
* เมื่อเย็นแล้วก็นำไปปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่เนื้อ ส่วนกากที่เหลือทิ้งไป
* นำเนื้อที่กรองแล้วไปเคี่ยวให้งวด
* แล้วโรยพริกไทยป่น น้ำส้มสายชู ส่วนเครื่องเทศเราต้องห่อผ้าก่อนแล้วค่อยลงต้ม เติมน้ำตาลทราย เกลือ ขณะที่ยังร้อนอยู่
* แล้วใส่ขวดปิดฝา ขณะที่ยังร้อนอยู่

เพียง เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้ ซอสมะเขือเทศ ไว้ทานเอง หรือถ้าเพื่อนๆ อยากขายก็ไม่ใช้เรื่องอยาก แต่เพื่อนๆ ต้องมีวัตถุดิบเช่น มะเขือเทศที่มีราคาถูกมากๆ หรือถ้ามีสวนมะเขือเทศเองก็ยิ่งดี เพราะซอสมะเขือเทศไม่เหมือนกับ ซอสพริก ที่เขาสามารถเติมมะละกอสุกลงไปเพื่อเพิ่มประมาณได้ ดังนี้ต้องเราต้องมีวัตถุดิบที่สด และราคาถูกด้วย

ส่วนประกอบน้ำผึ้งมีอะไรบ้าง

Posted By on September 22, 2012

ส่วนประกอบน้ำผึ้งมีอะไรบ้าง

น้ำผึ้ง คือน้ำหวานที่ผึ้งเก็บมาจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้ (nectar) โดยผึ้งจะกลืนน้ำหวานลงสู่กระเพาะน้ำหวาน ซึ่งจะมีเอนไซม์ช่วยย่อยน้ำหวานแล้วนำมาเก็บไว้ในหลอดรวงผึ้ง จากนั้นน้ำผึ้งค่อยๆ บ่มตัวเองโดยการระเหยน้ำออกไปจนน้ำผึ้งมีปริมาณน้ำตาลที่เข้มข้นขึ้นจนได้ระดับที่เหมาะสมกับการเก็บรักษาผึ้งงานก็จะปิดฝาหลอดรวง เราเรียกน้ำผึ้งนี้ว่า “น้ำผึ้งสุก” เป็นน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน คือมีน้ำอยู่ไม่เกิน 20-21 เปอร์เซ็นต์
น้ำผึ้งในตำรับยาไทย
เมื่อรู้ว่าน้ำผึ้งเป็นเภสัชทานแล้ว ฉันก็ยังอยากรู้ต่อไปว่า น้ำผึ้งยาไทยได้อย่างไรบ้าง หมอบุญยืน ผ่องแผ้ว แพทย์แผนไทยประจำคลินิกหนองบง จังหวัดลพบุรี ก็กรุณาเล่าให้ฟังดังนี้น้ำผึ้งช่วยแต่งรสยา – น้ำผึ้งมีรสหวานฝาด ร้อนเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ปวดหลัง ปวดเอว ทำให้แห้ง ใช้ทำยาอายุวัฒนะ เราใช้น้ำผึ้งแต่งรสยาบางชนิด เช่น ยาแก้ไข้ที่มีรสขมมาก จนคนไข้กินไม่ได้ เราต้องใช้น้ำผึ้งผสมให้มีรสหวานนิดหนึ่ง รสยาก็จะอร่อยขึ้น และช่วยชูกำลัง ซึ่งน้ำผึ้งเข้าได้กับตำรับยาทุกชนิด
น้ำผึ้งหนึ่งในน้ำกระสายยา – น้ำกระสายยา คือ ส่วนผสมหนึ่งของตำรับยาไทย ที่ช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ได้จากพืช อาทิ น้ำมะนาว ได้จากธาตุ เช่น เปลือกหอยนำมาฝนกับน้ำ ได้จากสัตว์ เช่น งาช้าง รวมถึงน้ำผึ้งที่ถือเป็นน้ำกระสายยาตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์แรงทำให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต และกระจายเลือด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีกำลังมากขึ้น หรือบางครั้งนำน้ำผึ้งมาผสมกับยาปั้นเป็นลูกกลอน แต่ผู้ปรุงยาควรนำน้ำผึ้งไปเคี่ยวให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค มิฉะนั้น ยาลูกกลอนจะขึ้นราภายหลังว่ากันว่าน้ำผึ้งเดือน 5 เป็นน้ำผึ้งที่ดีที่สุด เนื่องด้วยอากาศที่แห้ง จึ้งทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูง[แก้]ผู้ป่วยที่ไม่ควรกินน้ำผึ้ง
ตามหลักการแพทย์แผนไทยแล้ว น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่สำหรับผู้ป่วยบางราย แนะนำว่าไม่ควรกินน้ำผึ้งแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลย เช่น คนที่ดีพิการ คือ มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง นอนสะดุ้งผวา สอง เสมหะพิการ คือมีเสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรก สาม คนที่น้ำเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง หรือโรคครุฑราชต่างๆ[แก้]น้ำผึ้งในตำรายาจีน
ภาษาจีน แต้จิ๋ว เรียกน้ำผึ้งว่า “พังบิ๊ก” เป็นยาบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะบำรุงลำไส้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ลดความร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย และยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย น้ำผึ้งมีรสชาติหวาน ชุ่มคอ สามารถใช้ได้ทั้งเดี่ยว และนำไปเป็นส่วนผสมของยา กรณีที่ใช้เดี่ยวโดยมากใช้ในกรณีลำไส้ไม่ดีถ้าร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว กินน้ำผึ้งประจำจะไปช่วยเคลือบลำไส้ ช่วยระบบขับถ่าย แต่สำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ กากอาหารที่ค้างอยู่ในลำไส้จะแข็งตัว ถ้าปล่อยให้ท้องผูกนานๆ กากอาหารจะขูดผนังลำไส้ อาจทำให้เป็นแผล และมีปัญหาสุขภาพตามมา ซึ่งถ้าเรากินน้ำผึ้งเพื่อช่วยเคลือบลำไส้จะช่วยลดปัญหาลงได้[แก้]สารสำคัญในน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำตาลชนิดต่างๆ เช่น กลูโคส ฟลุคโตส และเลวูโรส ประมาณ 79 เปอร์เซ็นต์ โดยมีปริมาณน้ำตาล “ฟรักโทส” มากกว่าน้ำตาล “กลูโคส” เล็กน้อย ทำให้น้ำผึ้งไม่ตกผลึก และมีรสหวานกว่าน้ำตาลชนิดอื่นๆ กรดชนิดต่างๆ ประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้น้ำผึ้งมีรสเปรี้ยวเล็กน้อยโดยกรดที่พบมาก คือ กรดกลูโคนิก วิตามิน (ไรโบเฟลวิน, ไนอะซิน) เอนไซม์ และแร่ธาตุ (แคลเซียม, แมกนีเซียม, โปตัสเซียม, ฟอสฟอรัส)ประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำผึ้งที่มีสีเข้ม จะมีปริมาณแร่ธาตุสูงกว่าน้ำผึ้งที่มีสีอ่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่า องค์ประกอบหลักของน้ำผึ้ง คือน้ำตาล และเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย โดยน้ำผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 303 แคลอรี่
น้ำผึ้งมีคุณสมบัติทางยา คือ สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ได้ เพราะน้ำผึ้งมีความเข้มข้นของน้ำตาลสูง ซึ่งความเข้มข้นนี้เองจะช่วยกำจัดปริมาณน้ำที่แบคทีเรียใช้ในการเจริญเติบโต รวมถึงน้ำผึ้งมีความเป็นกรดสูง และมีปริมาณโปรตีนต่ำ
ซึ่งทำให้แบคทีเรียไม่ได้รับไนโตรเจนที่จำเป็น นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และสารแอนตี้ออกซิแดนด์ซึ่งจะมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียด้วย ดังนั้นเมื่อเราใช้น้ำผึ้งทาบาดแผลจึงสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้และทำให้แผลไม่เกิดการอักเสบเอนไซม์ในน้ำผึ้งมีหลายชนิด มีหน้าที่ช่วยย่อยคาร์โบโฮเดรตได้ น้ำผึ้งจึงมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และแก้อาการท้องผูกในเด็กและคนชราได้เป็นอย่างดี[แก้]หลากประโยชน์จากนมผึ้ง

นมผึ้งนมผึ้ง (Royal Jelly) หรือ วุ้นนางพญา เป็นผลิตภัณฑ์จากรังผึ้ง มีลักษณะเป็นของเหลวข้น สีขาวครีม มีกลิ่นออกเปรี้ยว รสค่อนข้างเผ็ดเล็กน้อย ผลิตจากต่อม Hypopharyngeal ที่อยู่ในส่วนหัวของผึ้งงาน ซึ่งเป็นผึ้งที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูตัวอ่อนและป้อนอาหารให้แก่นางพญา นมผึ้งที่สร้างผลิตขึ้น จะกลายเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงราชินีและตัวอ่อนของผึ้ง ซึ่งจะช่วยบำรุงให้ราชินีมีอายุยืนยาวและตัวอ่อนผึ้งเติบโตแข็งแรงต่อไป
นมผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่เกิดตามธรรมชาติ สำหรับผู้หญิงที่ตัดมดลูกแล้ว ร่างกายจะไม่สร้างฮอร์โมน ทำให้กินอะไรเข้าไปร่างกายจะไม่ค่อยดูดซึม ร่างกายจึงผอมลง และหงุดหงิดง่าย แต่เมื่อกินฮอร์โมนสังเคราะห์ทดแทนก็มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ เราจึงแนะนำให้คนที่ผ่าตัดมดลูกลองกินนมผึ้งที่มีฮอร์โมนจากธรรมชาติ กินทีละน้อยร่างกายก็จะค่อยปรับไปตามธรรมชาติ และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ผิวพรรณก็จะกลับมาผุดผ่องตามธรรมชาติ
สำหรับคนที่มีอาการเครียด นอนไม่หลับ และเป็นภูมิแพ้ว่าควรรับประทานนมผึ้งเพราะ ในนมผึ้งมีกรดที่สำคัญชนิดหนึ่งคือ Decenonic acid ซึ่งเป็นกรดธรรมชาติที่ช่วยคลายเครียด และทำให้อารมณ์ดี นอกจากนี้นมผึ้งยังอุดมด้วยวิตามินหลายชนิด ที่สำคัญคือวิตามินบี ได้แก่ ไธอามีน ไรโบฟลาวิน ไบโอติน ฯลฯ ซึ่งเป็นสารจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของโปรตีน และเชื่อกันว่าเป็นวิตามินต่อต้านความเครียด รวมถึงกรดโฟลิกและวิตามินบี 12 ซึ่งชนิดป้องกันโรคโลหิตจางได้ และยังมีอะเซตทิลคลอไรด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของระบบประสาทในมนุษย์ และมีสารประกอบชีวเคมีไอโนซิทอล ซึ่งช่วยขจัดไขมันตกค้างในตับ ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

สาคูไส้หมูวิธีการทำ

Posted By on September 22, 2012

สาคูไส้หมูวิธีการทำ

สาคูไส้หมู
ส่วนผสมสาคูเม็ดเล็ก 500 กรัม เนื้อหมูสับ 250 กรัม หัวไชโป๊เค็มสับละเอียด 125 กรัม หอมใหญ่หั่นชิ้นเล็ก ๆ 1/ 4 ถ้วย ถั่วลิสงคั่วป่นหยาบ ๆ 1 ถ้วย รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 1/ 4 ถ้วย พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา น้ำตาลปีบ 1/ 2 ถ้วย น้ำปลา 1/ 4 ถ้วย น้ำร้อน 2 ถ้วย น้ำมัน 1/ 2 ถ้วย
วิธีทำ
1. ล้างสาคูให้สะอาด ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่อ่างผสม ใส่น้ำร้อนทีละน้อย ๆ ใช้พายคนให้ทั่ว จากนั้นใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้หมาด ๆ คลุมไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอประมาณ อย่าให้ใหญ่หรือเล็กเกินไป
2. ใส่น้ำมัน 1/ 4 ถ้วยลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปครึ่งหนึ่ง เจียวให้เหลือง (ระวังอย่าให้ไหม้) ตักขึ้น พักไว้
3. โขลกรากผักชี กระเทียม(ที่เหลือ) และพริกไทยให้ละเอียด
4. ใส่น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องที่โขลกลงผัดให้หอม ใส่หอมใหญ่ หมูสับ ผัดยีให้หมูกระจาย ใส่หัวไชโป๊ ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ผัดให้เข้ากัน ชิมให้ออกรสเค็ม หวาน ใส่ถั่วลิสง ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ ยกลงสำหรับเป็นไส้
5. แผ่สาคูออกให้บาง ๆ แล้วตักไส้ใส่ ห่อให้มิด ทำจนหมดแป้ง
6. ฉีกใบตองเป็นริ้ว ๆ ปูในลังถึง ทาน้ำมันบาง ๆ ให้ทั่ว เรียงสาคูลงบนใบตอง เว้นระยะให้ห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร เผื่อสาคูขยายตัวเวลานึ่ง แล้วยกขึ้นนึ่งในน้ำเดือดไฟแรง นานประมาณ 10 – 15 นาที หรือจนสุก ยกลง ตักใส่จาน พรมด้วยกระเทียมเจียว
7. เสิร์ฟพร้อมผักกาดหอม ผักชี พริกขี้หนูสด

ขอบคุณข้อมูลจากสัพเพเหระข้างครัว

วิธีการทำลอดช่องน้ำกะทิ

Posted By on September 22, 2012

วิธีการทำลอดช่องน้ำกะทิ

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยน้ำปูนใส 5 ถ้วยใบเตย 10 ใบ

วิธีทำ
1. ล้างใบเตยให้สะอาด หั่นซอยตามขวาง โขลกหรือปั่นให้ละเอียดให้ได้ 5 ถ้วยตวง
2. นวดแป้งกับน้ำปูนใส โดยใส่น้ำปูนใสทีละน้อยแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่กระทะทอง กวนด้วยไฟปานกลางจนเนื้อแป้งข้น (ยกพายขึ้นแป้งจะติดพาย)
3. เทแป้งที่กวนได้ที่แล้ว ลงในพิมพ์ทองเหลืองที่เจาะรูไว้ ใช้ช้อนกดให้แป้งลอดช่องลงไปอยู่ในอ่างน้ำเย็นที่เตรียมไว้ (ถ้าน้ำร้อนต้องเปลี่ยนบ่อยๆ)
4. เทตัวลอดช่องใส่ผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ รับประทานกับน้ำกะทิ
ส่วนผสมน้ำกะทิน้ำตาลปี๊บอย่างดี 500 กรัมมะพร้าวขูด 500 กรัมน้ำลอยดอกมะลิ 3/4 ถ้วยเกลือป่น1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
1. คั้นน้ำมะพร้าวด้วยน้ำลอยดอกมะลิ แยกหัวกะทิไว้ 1 ถ้วยตวง และกะทิ 2-3 ถ้วยตวง
2. ละบายน้ำตาลปี๊บลงในน้ำกะทิ ใส่เกลือป่น ยกตั้งไฟพอร้อน ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น รับประทานกับตัวลอดช่องและน้ำแข็ง

วิธีการทำเฟรนซ์ฟรายส์

Posted By on September 22, 2012

วิธีการทำเฟรนซ์ฟรายส์

เมื่อวานนี้มีโอกาสไปกิน เเมคโดนัลมา ตอนเเรกเรากะว่าไม่กินเเล้วนะครับเเต่อย่างเห็นเฟรนซ์ฟรายส์กับโค๊กเย็นๆเเล้วอดใจไม่อยู่จัดไปชุด 9 เพิ่มเงินอีก 20 บาท เจอไป 151 บาทสบายท้องไปเลย
เเต่เวลากินเสร็จคิดในใจคงไม่กินอีกเเล้วซักเดือนนึงเเต่มาจบที่สัปดาห์ละครั้งจนได้ เเต่วิธีการทำก็พอรู้บ้างอะนะครับเเต่มันประหยัดสู้ซื้อกินไม่ได้เลยเเค่เห็นปริมาณน้ำมันพืชเเล้ว โทรสั่งดีกว่า
เเต่วันนี้เจอบทความวิธีการทำมาฝากครับพี่น้อง
เครื่องปรุง
◊ มันฝรั่ง (Russet pototoes) ขนาดใหญ่ ๒ หัว
◊ เกลือ
◊ พริกไทย (ถ้าชอบ)
◊ น้ำมันมะกอก ใช้น้ำมันพืชก็ได้
แต่น้ำมันมะกอกจะหอมอร่อยกว่า
วิธีทำ
หั่นมันฝรั่งเตรียมไว้ จะปอกเปลือกหรือไม่ปอกก็แล้วแต่ใจชอบค่ะพอหั่นหมดแล้วก็นำไปล้างกับน้ำเย็น หรือน้ำก๊อกธรรมดานี่แหละค่ะ ล้างให้ยางเหนียวๆหลุดออกจากมันฝรั่ง
เวลาทอดจะได้ไม่เหนียวติดกันเป็นแพ ล้างเสร็จก็เอาใส่กระชอนทิ้งไห้สะเด็ดน้ำ แม่ปูใช้ผ้าซับน้ำออกซับน้ำให้แห้งเน้น…เฟรนซ์ฟรายส์ที่จะนำมาทอด
ต้องเข้าช่องฟรีซท์ของตู้เย็นให้เย็นจัดตั้งกระทะใส่น้ำมันในปริมาณพอควร (น้ำมันต้องท่วมเฟรนซ์ฟรายส์) ใช้ไฟแรง รอจนน้ำมันร้อนใส่เฟรนซ์ฟรายส์ที่เย็นจัด ลงในกระทะ เกลี่ยเบาๆให้น้ำมันท่วมเฟรนซ์ฟรายส์ให้ทั่ว และอย่าไปคนมันอีก
รอจนกว่าเฟรนซ์ฟรายส์จะเหลืองได้ที่จึงค่อยนำขึ้นโรยเกลือป่นเล็กน้อย ในขณะที่เฟรนซ์ฟรายส์กำลังร้อนๆ จะทำให้รสชาติดีขึ้น กรอบๆ มันๆ เค็มๆ
อ้างอิงจาก http://comvariety.com

โรตีทำมาจากอะไร

Posted By on September 22, 2012

โรตีทำมาจากอะไร

โรตี เป็นอาหารชนิดหนึ่ง ทำจากแป้ง นวดแล้วนำไปทอดหรือปิ้งเป็นแผ่นบางๆ รับประทานเป็นของหวาน หรือรับประทานพร้อมอาหารคาวอื่นๆ ก็ได้ ในประเทศไทยมักจะคุ้นกับโรตีที่ทอดเป็นแผ่นนุ่ม ราดด้วยนมข้นและน้ำตาลทราย เป็นของหวานคำว่า โรตี เป็นคำศัพท์ที่พบได้ในหลายภาษา ได้แก่ ภาษาฮินดี, อุรดู, ปัญจาบี, โซมาลี, อินโดนีเซีย และ มลายู ซึ่งล้วนแต่มีความหมายว่า ขนมปัง
โดยทั่วไปแล้ว คำว่า โรตี นั้น อาจหมายถึง ขนมปัง หรือผลิตภัณฑ์จากแป้งหลากหลายชนิด เช่น จาปาตี และ ผุลกา ซึ่งผลิตภัณฑ์แป้งหรือขนมปังแต่ละอย่างต่างก็มีชื่อเฉพาะแตกต่างกันไป สำหรับในภาษามราฐี มักจะเรียก โรตี ว่า จาปาตี หรือ โปลี ส่วนในคุชรตี เรียกว่า “โรตลี” ในภาษาปัญจาบีนั้น โรตีชนิดที่รับประทานอย่างง่ายๆ จะเรียกว่า ผุลกา (Phulka) และมักจะใช้เรียกขนมปัง โดยมากจะใช้คำนี้หมายถึงแป้งแบนกลมๆ ไม่ขึ้นฟู อย่างที่รับประทานกันทั่วไปในอินเดีย และปากีสถาน ส่วนแป้งแบบใส่ยีสต์ให้ขึ้นฟูนั้น จะเรียกว่า “นาอัน” (naan) ซึ่งเดิมมีกำหนดจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของเอเชียใต้ และเอเชียกลาง บางครั้งชาวตะวันตกจะเรียกโรตีแบบนี้ว่า ‘balloon bread’ หรือ ขนมปังพอง นั่นเอง[แก้]นอกเอเชียใต้
ในมาเลเซีย คำนี้มีความหมายรวมถึงผลิตภัณฑ์แป้งทุกอย่าง รวมทั้งขนมปังอย่างของตะวันตก และขนมปังดั้งเดิมของปัญจาบีด้วย โรตีนั้นส่วนใหญ่จะทำมาจากแป้งข้าวสาลี ทอดบนกระทะแบนหรือโค้งเล็กน้อย เรียกว่า ตาวา (tawa) โรตีก็เหมือนกับขนมปังอื่นๆ ทั่วโลก คือ เป็นอาหารหลัก รับประทานร่วมกับกับข้าวหรืออาหารอื่น อาจทาด้วยเนยใส หรือโยเกิร์ตขาว ก็มีโรตีไทย
ในประเทศไทยนั้น คำว่า “โรตี” หมายถึง แป้งชนิดที่เรียกว่า “ไมดา ปะระถา” ซึ่งในภาษามลายู เรียกว่า “โรตี จะไน” และในสิงคโปร์ เรียกว่า “โรตีประตา” ปกติจะโรยหน้าด้วยนมข้นหวาน น้ำตาลทราย บางครั้งก็ใส่ไข่ไก่ลงไปขณะกำลังทอดแป้งบนกระทะ รับประทานขณะร้อนหรืออุ่นปัจจุบันมีการทำโรตีหลายรสชาติ ที่นิยมกันมากได้แก่การใส่กล้วยหอม (ครึ่งผล หรือหนึ่งผล)
โดยนำมาสับเป็นแว่นเล็กๆ แล้วโรยไปบนแป้งโรตีขณะทอดร้อนๆ นอกจากนี้ยังมีโรตีราดแยมผลไม้ ใส่เครื่องปรุงรสอื่นๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ และยังมีโรตีพิซซ่า ซึ่ง เป็นการผสมผสานรสชาดตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกันอีกด้วยโรตีในประเทศไทย มีทั้งในร้านอาหาร และขายตามรถเข็น ผู้ขายจะทอดโรตีตามคำสั่งลูกค้า เมื่อปรุงเสร็จ จะพับและม้วนเป็นท่อนยาว ห่อด้วยกระดาษ หากเป็นโรตีที่มีใส้ ก็จะมีการหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่มเล็กๆพอดีคำ บรรจุด้วยกล่องโฟม ราดนมข้นและน้ำตาลทราย
ปัจจุบันพบว่าผู้ขายจำนวนไม่น้อยเป็นชาวเอเชียใต้ ได้แก่ ชาวปากีสถาน อินเดีย หรือบังคลาเทศ ก็มีราคาโรตีแต่ละร้านจะแตกต่างกันออกไป เริ่มจาก ธรรมดา ปัจจุบัน พ.ศ.2554 ประมาณ 6-10 บาท ไปจนกระทั่งแบบมีใส้ราคาถึง 40 บาททีเดียว[แก้]โรตีของอินเดียตะวันตกโรตีอินเดียมีชื่อว่า โรตี roti จาปาตี chapatti หรือ นาน nan วิธีการทำ ส่วนมากใช้แป้งสาลีผสมน้ำเปล่านวดจนเนียน จากนั้นแบ่งแป้งออกเป็นก้อน เพื่อนำไปทาบกระทะให้ร้อนและกรอบ หรือนำไป นาบไว้ภายในโอ่งขนาดใหญ่ที่สุ่มไฟใว้ข้างในจนร้อน เพื่อให้แป้ง แห้งและกรอบฟู โดนทานกับเครื่องเคียงปะเภทแกงเนื้อหรือแเกงรสจัดแบบต่างๆ ตามสูตรของท้องถิ่น

โดนัททำมาจากอะไรเเละวิธีการทำ

Posted By on September 22, 2012

โดนัททำมาจากอะไรเเละวิธีการทำ

โดนัท (อังกฤษ: Doughnut, Donut) เป็นขนมแป้งทอดหรืออบ ที่มีเนื้อคล้ายกับขนมเค้ก มีลักษณะกลมมีรูตรงกลางคล้ายกับห่วงยาง มีหลายรสชาติ ถ้าเป็นของไทยจะมีน้ำตาลอยู่ที่ผิวของขนม โดนัทสามารถแบ่งออกตามกรรมวิธีการผลิตได้เป็น 2 ประเภท คือ โดนัทยีสต์ และโดนัทเค้กกระบวนการผลิตโดนัทยีสต์นั้น จะใช้ยีสต์เป็นส่วนประกอบในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู ซึ่งแตกต่างจากโดนัทเค้ก จะใช้ผงฟูในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู ดังนั้นรสชาติ และเนื้อสัมผัสจะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากโดนัทเป็นเพียงแป้งทอดธรรมดา ไม่มีรสชาติ ผู้ผลิตจึงได้เพิ่มสิ่งต่างๆลงไป เพื่อให้โดนัทมีรสชาติที่ดีขึ้น อาทิ สอดไส้ คลุกน้ำตาล เคลือบหน้าโดนัทด้วยสีสรรต่างๆ
อาชีพอิสระวันนี้ workdeena ขอเสนอการทำขนมมีรู นั้นก็คือ “โดนัท” ซึ่งเป็นขนมที่ทั่วโลกรู้จัก และนิยมทานกัน ในบ้านเราก็มีรายใหญ่ ร้านดังมีชื่อเสียงมาจากต่างประเทศ เปิดให้บริการกันหลายร้าน จนบางคนลืม โดนัทแบบบ้านๆ ไปเลย นั้นคือ โดนัสโรยน้ำตาล แบบธรรมดา แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า กำไรไม่ธรรมดาเลย เพื่อนๆ สามารถทำส่งร้านขายขนมส่งได้ หรือจะตั้งร้านขายเองที่ตลาดก็สามารถทำได้

workdeena อยากให้เพื่อนได้ทราบก็ว่า โดนัทมีอยู่ 2 ประเภท คือ โดนัทยีสต์ และโดนัทเค้ก
- โดนัทยีสต์นั้น จะใช้ยีสต์เป็นส่วนประกอบในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู

- โดนัทเค้ก จะใช้ผงฟูในการหมักแป้งให้ขึ้นฟู
ดังนั้นรสชาติจะต่างกัน และเนื้อของโดนัท ก็ต่างกันด้วย แต่วันนี้ workdeena จะบอกวิธีการทำ โดนัสเค้ก แบบที่ร้านใหญ่ๆ เข้าทำขายกัน
โดนัทเค้ก :ส่วนผสมแป้งสาลี 1 กิโลเนยละลาย 1/2 ถ้วยตวงไข่ไก่ 2 ฟองผงฟู 3 ช้อนชาน้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
วิธีทำให้นำแป้งสาลีผสมกับผงฟู ร่อนรวมกันแล้วพักไว้แล้วให้ตีน้ำตาลทรายกับไข่ขาว(เอาเฉพาะไข่ขาวนะ) ให้ขึ้นฟูเมื่อน้ำตาลกับไข่ขาว ขึ้นฟูดีแล้วให้นำแป้งและเนยละลาย เทสลับกัน แล้วตีให้เข้ากันเสร็จแล้ว ให้นำแป้งมาวางบนโต๊ะ แล้วคลึงและรีดให้เป็นแผ่น ให้หนาพอสมควรหลังจากนั้น ก็ใช้พิมพ์กดให้เป็นวง แล้วลงทอดในน้ำมัน ใช้ไฟปานกลาง ให้เหลือง

วิธีการทำขนมโตเกียว

Posted By on September 22, 2012

วิธีการทำขนมโตเกียว

ส่วนผสมแป้ง
แป้งสาลี    1.5      กิโลกรัม
ไข่ไก่        10
ฟอง- นมสด          1
กระป๋องนม- ผงฟู        15       กรัม
น้ำตาลทราย      1         กิโลกรัม
เกลือป่น      1      ช้อนชา

วิธีทำ :

นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมรวมกันในกะละมัง ใช้มือนวด คลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อนวดแป้งได้ที่แล้ว แบ่งแป้ง 250 กรัมไว้ทำไส้ครีม ส่วนที่เหลือคือแป้งทำขนมโตเกียว

วิธีทำไส้ครีม :

นำแป้งที่นวดแล้ว 250 กรัม ใส่หม้อตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวพร้อมกับน้ำตาลทราย 500 กรัม เนยสด 125 กรัม เคี่ยวจนกระทั่งส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ไส้ครีมเนยหากต้องการทำไส้ครีมใบเตย ให้แบ่งไส้ครีมเนยมาครึ่งหนึ่ง แล้วนำใบเตย ประมาณ 3-4 ใบ บดให้ละเอียด ใส่น้ำ 1/3 ถ้วยตวง ผสมกับใบเตยบด คั้นเอาเฉพาะน้ำ นำครีมเนยที่แบ่งไว้ขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เทน้ำใบเตยลงไปผสมเคี่ยวจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ไส้ครีมใบเตย

วิธีทำไส้ไส้กรอก :

 นำไส้กรอกประมาณ  1  กิโลกรัม  มาหั่นเป็นท่อน ๆ ละ  ประมาณ  1  นิ้ววิธีทำไส้ไข่นกกระทา :    ใช้ไข่นกกระทาประมาณ  50  ฟอง  พริกไทยป่น  1  ขวดเล็ก และนำหมูบดประมาณ  250  กรัม มาลวกในน้ำเดือดจนสุก

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. ทำตัวแป้งโดยผสมน้ำเปล่ากับโซดาไบคาร์บอเนต จากนั้นจึงใส่ไข่ไก่และน้ำตาลทรายลงไป ตีพอให้น้ำตาลละลาย (ไม่ต้องตีจนฟู) จากนั้นจึงใส่แป้งสาลีลงไป คนจนแป้งละลายดีและส่วนผสมเข้ากัน เสร็จแล้วพักทิ้งไว้
2. ทำไส้ขนมโดยนำนมข้นผสมกับแป้งข้าวโพดและเติมน้ำเปล่าลงไป จากนั้นนำไปตั้งบนไฟอ่อน กวนจนแป้งสุกจึงใส่ไข่ลงไป กวนจนเข้ากัน จึงใส่กลิ่นวานิลา, เกลือ และเนย คนจนส่วนผสมเข้ากันดีจึงปิดไฟ และทิ้งไว้ให้เย็น
3. วิธีทำขนม : ตักส่วนผสมตัวแป้งและละเลงบนกระทะแบน พอแป้งสุกจึงตักไส้ขนมใส่บนตัวแป้ง (กรณีต้องการทำไส้ไส้กรอก ก็นำไส้กรอกลงไปวางบนตัวแป้ง หรือต้องการทำไส้แยมก็ทาแยมผลไม้ลงไปบนตัวแป้ง) ม้วนปิดไส้ แซะออกจากกระทะ จัดใส่จานเสริฟได้ทันที

วิธีการทำขนมครกอร่อยๆ

Posted By on September 22, 2012

วิธีการทำขนมครกอร่อยๆ

ลงรายการขนมครกชาติอื่นๆแล้วก็ต้องมีขนมครกไทยด้วย ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเสียชื่อที่เป็นคนไทยแต่ไม่ทำของไทยๆทาน ที่จริงเราเคยโพสรายการขนมครกไว้ที่ครัวไกลบ้านนานมาแล้วแต่หารูปไม่เจอ คราวนี้ทำสูตรใหม่และก็เอามาโพสไว้ เผื่อใครชอบทานขนมครกแบบแป้งกรอบก็ลองทำทานดู เราทำแบบง่ายๆเท่าที่หาเครื่องประกอบได้ ไม่ใช่ทำแบบโบราณ แต่ได้รสชาติโบราณ เหมือนสมัยเด็กๆที่เคยทาน
สูตร ๑ แป้งขนมครกเครื่องประกอบด้วย:- แป้งข้าวเจ้า ๑/๒ ถ้วยตวง น้ำกะทิ ๑/๒ ถ้วยตวง น้ำสะอาด ๑/๒ ถ้วยตวง น้ำปูนใส ๓ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา (ถ้ามีน้ำตาลโตนดก็ใช้น้ำตาลโตนดทำ ของเราใช้ brown sugar ทำ) เกลือป่น ๑/๘ ช้อนชา
(ส่วนผสมนี้ทำได้ประมาณ ๓๖ ชิ้น หรือมากน้อยกว่านี้แล้วแต่ขนาดของพิมพ์และการตวงแป้งใส่พิมพ์)
หมายเหตุ ๑. ใช้นมสดรสจืดแทนกะทิก็ได้ เวลากะทิที่บ้านหมดเราก็ใช้นมสดแทน กะทิ บางทีก็ใช้แทนทั้งกะทิทั้งน้ำเลย ทำให้ได้โปรตีนและแคลเซี่ยมด้วย ๒. ใครไม่มีน้ำปูนใส ก็เปลี่ยนเป็นกะทิ หรือ น้ำสะอาดแทน แต่แป้งขนมครกจะไม่กรอบเท่ากับการใส่น้ำปูนใส
หน้าขนมครก เครื่องประกอบด้วย:- หัวกะทิ ๑/๒ ถ้วยตวง หางกะทิ ๑/๔ ถ้วย (ไม่ใช้ก็ได้)น้ำตาลทราย ๒ ๑/๒ –  ๓ ช้อนโต๊ะ หรือตามชอบ เกลือป่น ๑/๘ – ๑/๔ ช้อนชา หรือตามชอบ แป้งข้าวเจ้า ๑/๒ – ๑ ช้อนชา (จะใช้หรือไม่ก็ได้ หากหัวกะทิของใครไม่ข้นพอก็ใช้แป้งข้าวเจ้าช่วย)ต้นหอมซอย ฟักทองซอย เผือกซอย ข้าวโพดต้ม หรืออื่นๆตามชอบ ไว้โรยหน้า
(ใครไม่มีหัวกะทิ จะใช้นมสด ๑/๓ ถ้วยตวง ผสมแป้งข้าวโพด ๑ ช้อนชา คนให้แป้งละลายแล้วตั้งไฟอ่อนๆคนจนแป้งข้น หากมีกลิ่นมะพร้าวก็หยดกลิ่นมะพร้าวใส่ลงไปด้วย ก็จะได้หัวกะทิเทียม ใช้แทนกันได้ดีกว่าไม่มีอะไรเลย)
วิธีทำ:- ตวงส่วนผสมแป้งขนมครกทุกอย่างใส่ชาม
คนให้เข้ากันแป้งละลายดีไม่จับเป็นเม็ดใช้ได้
(ถ้าไม่รีบร้อนก็พักแป้งไว้สักครู่เพื่อให้แป้งอิ่มตัว จะทำให้ได้เนื้อขนมครกนุ่มขึ้น หากไม่พักแป้งไว้เวลาหยอดใส่เบ้าบางทีแป้งจะแตก หรือใครขยันก็นวดแป้งกับกะทิให้นุ่มก่อนค่อยใส่นำ้ลงไปคลายตัวแป้ง การนวดจะช่วยให้แป้งเหนียวนุ่มขึ้น ส่วนมากเราจะทำแป้งไว้ตอนกลางคืน แล้วมาทำเป็นขนมครกทานตอนเช้า นานๆถึงจะทำแบบเร่งด่วนสักที )
เตรียมเครื่องครบแล้วก็ทำขนมครกทานได้ ใครจะหยอดแบบไหนก็ตามถนัดก็แล้วกัน แต่ถ้าใครชอบแบบแป้งบางกรอบจะใช้วิธีทำแบบเราก็ได้
เบ้าขนมครกทีมีขายในไทยจะมีหลายแบบ ทำด้วยเหล็ก ทองเหลือง อลูมิเนียม หรือดินเผา ส่วนขนาดก็มีแบบ ๑๕ หลุม ๒๒ หลุม ๒๘ หลุม ถ้าชอบชิ้นใหญ่ก็เลือกซื้อแบบที่มี ๑๕ หลุม ตัวอย่างภาพประกอบนี้เราใช้แบบทำด้วยเหล็ก มี ๒๘ หลุม
ตัวอย่างที่เราโพสนี้ใช้เตาแก๊สทำ เราจึงอธิบายตามเครื่องมือที่เราใช้นะ ใครใช้เตาถ่านก็ดัดแปลงเอาเอง

วิธีทำขนมครก:-ตั้งเบ้าขนมครกบนเตาใช้ไฟปานกลางก่อน พอร้อนเต็มที่หรี่ไฟลงให้เหลืออ่อนๆ ถึง ปานกลาง เอาลูกประคบแตะน้ำมันพืชเช็ดทุกเบ้า และเช็ดตามขอบว่างๆด้วย เพื่อที่หน้าขนมล้นออกมาจะได้แคะออกได้ง่ายๆ ตักแป้งที่เตรียมไว้หยอดลงไป ประมาณ ๓/๔ ของเบ้า ใช้ช้อนกลมๆหรือกระบวยกดลงไปที่แป้งที่หยอดจะทำให้แป้งล้นขึ้นมาตามขอบที่ว่างๆ ที่เราทำแบบนี้เพราะจะได้หยอดหน้าขนมครกได้มากๆ (ดูภาพประกอบได้ด้านล่างๆ)
ปิดฝาไว้สักครู่ แล้วค่อยเปิดออกมาหยอดหน้ากะทิลงไป ถ้าใครใช้หางกะทิด้วย ก็ตักหางกะทิหยอดลงไปก่อนนิดหน่อยแล้วตามด้วยหัวกะทิ (ใครไม่ใช้หางกะทิ ก็หยอดด้วยหัวกะทิเลย)
โรยหน้าตามชอบ

วิธีการทำขนมบัวลอย

Posted By on September 22, 2012

วิธีการทำขนมบัวลอย

เมื่อก่อนมีสีเดียวคือสีขาวเเละเริ่มมีสีเขียสีเหลืองตอนนี้ กลายเป็นหลากสีเลยบัวลอย go inter ได้เลยหละครับทั้งรสชาติเเละความสวยงาม
ส่วนผสมบัวลอย
แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตว
เผือกนึ่งสุกบดละเอียด 1 ถ้วยตวง (กรณีต้องการบัวลอยหลายสีสามารถเลือกใช้ฟักทอง เพื่อทำบัวลอยสีเหลือง, ใบเตย เพื่อทำบัวลอยสีเขียว, อื่นๆ)
น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง
+ส่วนผสมน้ำกะทิ+
กะทิ 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา
เนื้อมะพร้าวอ่อน, ไข่ (จะมีหรือไม่มีก็ได้)
งาขาว (สำหรับแต่งหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้)

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. ทำบัวลอยโดยผสมแป้งข้าวเหนียว, เผือกนึ่งและน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน นวดจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ระหว่างปั้นนั้น ควรโรยด้วยเศษแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกบัวลอยติดกัน (ถ้าต้องการทำบัวลอยหลายสีก็ใช้ส่วนผสมเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นฟักทองสำหรับสีเหลือง หรือใบเตยสำหรับสีเขียว เป็นต้น)
2. ต้มน้ำในหม้อขนาดกลาง รอจนเดือดจึงใส่ลูกบัวลอยที่ปั้นไว้แล้ว เมื่อบัวลอยสุกให้นำออกมาแช่ในน้ำเย็น (บัวลอยที่สุกแล้วจะลอยขึ้น)
3. ทำน้ำกะทิโดยผสม กะทิ, น้ำตาลมะพร้าว, น้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป ควรใส่น้ำตาลทรายแค่ครึ่งเดียวก่อน ถ้ายังหวานไม่พอจึงค่อยใส่เพิ่มลงไป ต้มจนเดือด จึงหรี่ไฟลง นำบัวลอยที่ต้มไว้แล้วใส่ลงไปในน้ำกะทิ ต้มต่ออีกสักพักจึงปิดไฟ ถ้ามีมะพร้าวอ่อนก็ใส่ได้เลย พร้อมลูกบัวลอย (กรณีต้องการทำบัวลอยไข่หวาน ก็ตอกไข่ใส่ไปในหม้อหลังจากที่ใส่บัวลอยลงไป รอจนไข่สุกจึงปิดไฟ)
4. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยงาขาว เสริฟขณะร้อนหรือรอให้เย็นก็ได้